เรามักถูกสอนกันมาว่าถ้ามีอะไรผิดพลาดให้โทษตัวเองก่อน แต่ในทางจิตวิทยาแล้ว การโทษตัวเองไม่ใช่คำตอบเลย

ใน Responsibility Process ที่ผมเคยเรียน การโทษตัวเองนั้นทำให้จมปลักอยู่กับความผิดของตัวเอง ทำให้ไปไหนไม่ได้ เพราะตัวฉันผิด ตัวฉันมันเลว ถึงได้มีปัญหา

ถ้าเราโทษตัวเองอย่างไม่สิ้นสุด ปลายทางคือเมื่อเราเจอปัญหา เรามันแย่ เรามันไม่ดี เราฆ่าตัวตายเลยดีกว่า ไม่ใช่การแก้ปัญหา

ใน Satir Theraphy เราเชื่อว่าปัญหาไม่ได้เป็นปัญหา แต่ปัญหาคือวิธีการ Cope วิธีการอยู่ร่วมกับโลกที่สร้างบาดแผลและใช้ไม่ได้ผล นั่นแหละคือปัญหา

All people possess the necessary coping resources to face life’s challenges, though some may have yet to access these resources or may view any or all of them negatively.

Problems stem from the ways people cope with them, not the problems themselves. In other words, the “problem” is not actually the problem.

จะเห็นได้ว่าโมเดลจิตวิทยาสมัยใหม่มักจะไม่สนับสนุนการให้โทษตัวเอง ตรงข้าม ให้รักตัวเองมากขึ้นด้วยซ้ำ

ในขณะที่เรายังตะโกนด่าใส่คนอื่นว่าให้โทษตัวเองบ้างสิวะ หัดดูตัวเองบ้าง

ใน Cognitive Behaviour เชื่อว่า…


เหล่านี้คือความเห็นทางการเมืองและสังคมของผมที่ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ค่อย Popular แต่ก็มองเห็นแบบนี้จริงๆ จะค่อยๆ เติมไปเรื่อยๆ นะ

ทุกคนต้องมีความหวัง ไม่ว่าจะโง่ขนาดไหน

ผมอยากให้ทุกคนรู้สึกว่าฉันมีอำนาจในการจัดการควบคุมชีวิตตัวเอง

ซึ่งด้านตรงข้ามของสิ่งนี้คือ คนกลุ่มนึงมักยืนยันว่าคนที่เขาเห็นว่าโง่เนี่ย อย่าให้คนพวกนี้มันทำอะไรมากมันจะทำให้ทุกอย่างพัง คนพวกนี้ ควรจะอยู่เฉยๆ และรู้ตัวว่าอย่าทำอะไรคอยตามคนอื่นก็พอแล้ว เรื่องที่ย้อนแย้งคือพอเขาไม่ทำอะไรขึ้นมาจริงๆ อยู่ไปเป็นภาระไปวันๆ จริงๆ ขึ้นมา ก็บ่นยุบยับว่าพวกนี้เป็นภาระ แต่ถ้าจะให้จัดการตัดหัวเอง รับผลของสิ่งนี้เอง ก็ทำไม่ได้อีก

คือเมื่อไหร่คนฉลาดๆ พวกนี้จะฉลาดพอที่จะเข้าใจอ่ะว่าแก้ปัญหาคนที่เราเห็นว่าโง่ด้วยการให้เขาอยู่เฉยๆ เป็นง่อยไปทั้งชีวิต มันทำจริงไม่ได้ล่ะเนี่ย

ข้อแรกคือ ไม่ว่าใครจะโง่ขนาดไหนทึ่มบ้าบอขนาดไหนก็ควรจะรู้สึกว่ามีความหวังเสมอ ทุกคนควรจะรู้สึกมีความหวัง

จบข้อแรกก่อน


เห็นข่าวปารีณาไปสำรวจที่ สน. แห่งหนึ่ง พบว่าไม่มีการร้องเรียนของน้องหมวยที่มีข่าวล่วงละเมิดทางเพศ แล้วบอกว่านี่เป็นเด็กเลี้ยงแกะ

ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จริงแท้เป็นอย่างไร นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้

ผมว่ามันจะดีกว่ามากถ้าถามเขาดีๆ ว่าเนี่ยไปถาม สน. ไม่มีข่าว ทำไมล่ะ ร้องเรียนไปที่ไหนเหรอ ตามหาไม่เจอ แล้วถ้ามันไม่มีจริงๆ น้องก็หน้าแตกไป ความน่าเชื่อถือเขาก็เสีย ถ้ามันมี ก็จะได้เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น

ผมมองว่า รากปัญหาการเมืองของเรามันคือเรื่อง Stance กับวิถีการปฏิบัติต่อกัน วิถีการอยู่ร่วมกัน

คือเราจะบอกว่าน้องหมวยมีท่าทีที่ทำให้คนเสียหน้า เลยไม่น่ารักไม่น่าจะพูดจาดีๆ ด้วย น้องควรต้องเปลี่ยน Stance มันก็ทำได้ หรือจะมองว่า เรามาพยายามเข้าใจความรู้สึกว่าทำไมคนๆ นึงต้องมาเรียกร้องด้วยวิธีแบบนี้ไม่ใช้ระบบ และไม่ว่าจะจริงหรือจะปลอม ทำไมมีคนจำนวนมาก Relate กับความรู้สึกนี้ มาหาสาเหตุกันเถอะ มันก็มองได้

คุณให้ Value ด้านไหนมากกว่ากันล่ะ

รากลึกลงไปอีกคือ เราจะมองว่าทำให้คนใหญ่คนโตเสียหน้าเป็นเรื่องแย่มากๆ แล้วต้องทำให้หลาบจำ ก็มองได้ หรือจะมองว่าเห้ยการที่คนๆ นึงเดือดร้อนควรจะพูดออกมาได้อย่างปลอดภัยและพยายามเข้าใจให้มากที่สุด ก็มองได้

คุณลำเอียงเข้าข้างคนมีอำนาจมีทรัพยากร หรือลำเอียงเข้าข้างคนตัวเล็กตัวน้อย รากที่แท้จริงของความขัดแย้งมันอยู่แถวๆ นั้น

ซึ่งผมไม่อายที่จะบอกว่า ผมลำเอียงเข้าข้างคนตัวเล็กตัวน้อย ผมคิดว่า คนมีอำนาจควรมีความรับผิดชอบและใช้ชีวิตบนมาตรฐานที่สูงกว่าคนตัวเล็กตัวน้อย

แนวคิดประเภทที่ว่า กว่าจะไต่เต้ามาถึงตรงนี้ ลำบากจะตาย ต้องเก็บเกี่ยวต้องได้ใช้ชีวิตสบายบ้าง ก็สมควรแล้ว ผมไม่เห็นด้วยเลย ผมมองว่าถ้าเราจะเอากันแบบนั้นคนตัวเล็กตัวน้อยก็มีทางเลือกแค่สองทางคือ แย่งอำนาจจากไฝว้กันไป หรืออยู่อย่างลำบาก แล้วภาพรวมของสังคมจะเป็นยังไงถ้าเราจะแข่งกันล่าอำนาจ ก็เป็นแบบที่เห็นนี่ไง

นอกจากนี้ มันไม่แปลกเหรอที่เจ้าคนนายคน ที่ควรจะมีความรับผิดชอบเยอะกลับถูกมองว่าควรจะสบายกว่าคนอื่น เห้ย ใช่เหรอ คุณจะมองจากมุมเขาลำบากมาก่อนเขาควรสบายอย่างเดียวเลยเหรอ ดูจากมุมอดีตล้วนๆ โดยไม่สนมุมปัจจุบันว่าการ ขนาดนี้มันสร้างปัญหาอะไรเลยเหรอ ผมว่ามันแปลกและสร้างปัญหามากนะกับการที่คนมีอำนาจเยอะมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่ำความคาดหวังต่ำ

ภาพโครงสร้างสังคมที่ผมอยากเห็นคือ คนที่อยากสบาย ไม่ต้องไปเอาอำนาจอะไร อยู่เฉยๆ ไป รับผิดชอบตามหน้าที่พื้นฐานก็จบพอแล้ว ก็สบายไง ไม่ต้องรับผิดชอบเยอะ ส่วนคนที่อยากมีบทบาทมีอิทธิพล ต้องยอมรับหน้าที่ความรับผิดชอบที่หนักหนาสาหัสกว่าคนอื่น (แต่แน่นอนว่าเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่าด้วย จากภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ ผมยังเชื่อทุนนิยม) ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อทางโครงสร้างสังคมในปัจจุบันคือ อยากสบายต้องไปมีอำนาจไปเป็นเจ้าคนนายคน

ผมคิดว่าคนเป็นผู้นำ คนมีอำนาจ เป็นเจ้าคนนายคนควรจะเป็นตำแหน่งที่รับความรับผิดชอบมากกว่าคนอื่น ซึ่งมันก็ตามมาด้วยมีแนวโน้มที่จะลำบากมากกว่าคนอื่น มันแปลกที่เราสอนมาว่าเป็นเจ้าคนนายคนแล้วจะสบาย

ถามว่าจะเปลี่ยนจากโครงสร้างปัจจุบันไปเป็นยังงั้นได้ยังไง ยังไม่รู้ แต่ผมคิดว่าขั้นตอนนึงที่สำคัญมากคือการแชร์ความรู้สึก

ถ้าเราสามารถแชร์ความรู้สึกได้โดยไม่ต้อง Defensive stance ถ้าผู้ใหญ่สามารถแชร์ได้ว่าฉันรู้สึกเสียหน้า อย่าทำแบบนี้ได้มั้ย ทำแบบอื่นได้มั้ย และเด็กสามารถเข้าใจตรงนั้น และในทางกลับกัน เด็กสามารถแชร์ได้ว่าเขาอึดอัดกับขั้นตอนที่ผู้ใหญ่บัญญัติมาอย่างไรบ้าง มีปัญหาอะไรบ้างที่เขาพบเจอมา พอเปลี่ยนได้มั้ย และผู้ใหญ่สามารถเข้าใจรับความรู้สึกนั้น มันก็จะเปลี่ยนได้

การแชร์ความรู้สึกจะเกิดต่อเมื่อเราสู้กันจน Stalemate จนยอมรับว่าเห้ยฉันต้องเข้าใจแกและหาวิธีอยู่ร่วมกันแกแล้ว ก็เป็นได้ เหมือนสมัยเด็กเราอาจจะเคยต่อยกับเพื่อนจนสุดท้ายยอมเข้าใจมุมของเพื่อนและเคารพ ก็ได้ หรือจะเกิดเร็วกว่านั้นก็เป็นได้

ผมได้แต่หวังว่าจะเกิดเร็วกว่านั้น

ผมไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าโครงสร้างที่ผมใฝฝันจะเกิดได้อย่างไร แต่ขอเชิญชวนว่า ถ้าคุณฝันเห็นสิ่งเดียวกัน ก็ช่วยกันคิดกันไปครับ

ปล. ถ้าถามว่าโครงสร้างแบบนี้ ใครจะอยากรวย ใครจะอยากมีอำนาจ ทุกคนก็อยากสบายทั้งนั้น ทุกคนก็ทำอะไรง่ายๆ หมดสิไม่พัฒนากันพอดี ผมคิดว่า เรามีมุมมองความเชื่อมั่นต่อมนุษยชาติที่แตกต่างกันเหลือเกิน และเราประเมินศักยภาพของมนุษย์ต่างกันมาก


วันนี้ผมได้ Reflect กับตัวเองด้วยคำถามที่สำคัญ

“เอ๊ะ ที่เราชอบ Share lesson learned เนี่ย มันได้ผลขนาดไหนนะ”

ผมลองมานึกๆ ดูนะ ว่าเวลาที่ผมรีบๆ ทำ Project บางอย่าง ผมจะรู้สึกรำคาญมากๆ กับใครก็ตามที่มาบอกว่า Don’t do this, Don’t do that

ถึงแม้ว่ามันอาจจะมีประโยชน์ก็ตามที

ในเวลาที่ผมรีบ ผมอยากได้อะไรที่มันช่วยให้ผมทำงานเสร็จเร็วๆ มากกว่า

อย่างเช่น Security เวลาที่ผมรีบ ผมไม่อยากได้คนมาบอกว่า อย่าเขียนโค้ดแบบนี้สิมัน Insecure นะ อย่าทำแบบนั้นสิเดี๋ยวโดนเจาะระบบนะ

เสียงในหัวผมมันบอกว่า “รำคาญ” และ “It’s not helping”

แต่ผมจะชอบมากถ้ามี Framework มาให้แล้วบอกว่า โอเค ใช้อันนี้นะแล้วไม่ต้องกังวลเรื่อง Security อะไรเลย หรือบอกว่า ใช้อันนี้นะ แล้ว Query ทุกตัวจะเร็วไม่ต้องคิดมากแล้ว

ผมจะรู้สึกว่า This is very helpful

แต่ตรงข้าม เวลาที่ผมไม่รีบ กำลังสบายๆ ผมกลับชอบบทความพวกนี้มากๆ เลยนะ

ผมรู้สึกว่าเวลามีใครมาแชร์ว่าอย่าทำยังงั้นยังงี้ แล้วผมสบายใจพอที่จะอ่านอยู่ ไม่รีบร้อน มันมีประโยชน์มาก

และในทางตรงข้าม ในเวลาที่ผมสบายใจ ผมจะรู้สึกว่าการให้ Framework มาเลยแล้วบอกว่าใช้ยังงี้พอไม่ต้องถามไม่ต้องรู้หรอกว่าทำงานยังไง มัน “น่าเบื่อ” และ “ตื้นเขิน” เสียเหลือเกิน

อยาก Security เงี้ย เวลาผมสบายๆ ผมจะชอบให้เขามาบอกว่าอย่าทำแบบนั้นเพราะอะไร อย่าทำแบบนี้เพราะอะไร แล้วลงลึกเลยว่าสาเหตุจริงๆ มาจากไหน มากกว่าส่ง Tool ให้ตัวนึงแล้วบอกว่า “รันๆ ไปเหอะ เดี๋ยวก็รู้”

ก็แปลกดีนะ แต่ก็เป็นเรื่องจริง

การตกผลึกนี้ทำให้ผมคิดได้ว่า

  1. ถ้าอยากจะแชร์ประสบการณ์ Lesson learn หรือแชร์ว่าอย่าทำแบบนั้นแบบนี้ ไปใส่ให้คนที่รีบๆ โอกาสเปิดรับจะน้อยมาก (ผมคิดว่าตรงนี้มีประโยชน์มากสำหรับคนทำโจทย์ Security awareness) ให้เลือกแชร์คนที่เขาสบายๆ อยู่
  2. แต่ถ้าเป็นห่วงจริงๆ กับคนที่รีบๆ หาทางช่วยให้เขาทำงานเสร็จเร็วขึ้นดีกว่า แล้วค่อยสอนตอนไม่รีบ
  3. ทีมที่ Operate ใน Urgency mode ตลอดเวลา จะรับบทเรียนได้น้อยมาก การทำให้เกิด Learning team ต้องพาทีมออกจาก Urgency mode เป็นระยะๆ


ผมขอเริ่มจากการเคลมประโยคนี้

ไม่ควรแบ่งงานใส่คนตั้งแต่ตอนทำ Sprint planning ถ้าอยากทำ Scrum ที่สามารถความ Self-manage และมี Team ownership

ผมเขียนเรื่องนี้เพราะคิดว่าเป็นจุดที่คนตกม้าตายได้ง่ายและบ่อย

ทำไมผมถึงเคลมแบบนี้

เรามาดูนิยามกันก่อนว่า Scrum ที่สามารถ Self-manage และมี Team ownership คืออะไร

ในแต่ละ Sprint เรามี Sprint goal และทีมสามารถจัดการกันเองได้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไปถึง Goal นั้น และสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานระหว่างทางได้ด้วยตนเอง

การแบ่งงานใส่คนตั้งแต่ต้น Sprint ทำให้สิ่งนี้เกิดยากขึ้น

ลองคิดดูว่า ถ้าตั้งแต่ต้น Sprint ผมได้รับ Task หรือ Story 1,2 เพื่อนของผมทำ 3,4,5

ใน Sprint มี 3 Goal

การไปถึง Goal A ที่มีมูลค่า 1 ล้านบาท ต้องทำงาน 1,2

การไปถึง Goal B ที่มีมูลค่า 7 แสนบาท ต้องทำ 4,5

การไปที่ Goal C ที่มีมูลค่า 1 แสนบาท ต้องทำงาน 3

ถ้าผมทำงานช้า เพราะความไม่คุ้นเคยกับโค้ด เพราะขาด Technical skill ที่จำเป็น จนมีทีท่าว่างานจะทำงานหมายเลข 2 ที่ตกลงกันไว้ไม่สำเร็จ

ซึ่งมีผลให้ Goal A ที่มีมูลค่า 1 ล้านบาทล้มเหลว

สิ่งที่เราต้องการจากทีมที่มี Team ownership + Self-manage คือ สามารถตัดสินใจได้เองว่า ให้ทิ้ง Goal C ซะ เลิกทำงานหมายเลข 3…


ช่วงนี้ผมมีความขับข้องขุ่นหมองใจซ้ำไปซ้ำมาเป็นวงจรอย่างมาก

ผมถามตัวเองหลายครั้งว่าสิ่งเหล่านี้ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากอะไร ผมไม่เข้าใจมัน จนได้ไปเจอบทความที่อธิบายความเป็น 7 Enneagram type แบบ Social แล้วพบว่ามันตรงกับสิ่งที่ผมเป็นมาก เลยอยากบันทึกไว้เพื่อเตือนตัวเอง และถือโอกาสแบ่งแชร์สำหรับคนที่อาจจะอยู่ในสภาวะเดียวกัน7

และแน่นอนว่าถ้าอ่านดูก็จะรู้ว่าลึกๆ การที่ผมออกมาเขียนบล็อกก็เป็นส่วนนึงของความเป็น 7 Social เหมือนกัน

Social 7 มีบุคลิกที่เป็น Counter ของ 7 ทั่วไป หรือเรียกได้ว่า “ต่อต้านความตะกละ” คน Social 7 ต่อต้านความตะกละของตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการเอาเปรียบคนอื่น Naranjo บอกว่าเหมือนเขาเหล่านั้นสามารถสัมผัสกับแนวโน้มตะกละตะกลามของตัวเอง และตัดสินใจที่จะนิยามตัวเองว่าเป็นผู้ต่อต้านความตะกละ

ถ้าความตะกละคือความปราถนาที่มากขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการฉวยโอกาสทุกอย่างที่ฉวยได้จากสถานการณ์ตรงหน้า มันก็จะมีส่วนของความเอารัดเอาเปรียบอยู่ในความตะกละ แต่ 7 social เป็น 7 ที่ต้องการจะเป็นคนดี บริสุทธิ์ และไม่ปฏิบัติตาม Gluttony Passion ที่เกิดขึ้นในตัวเอง คนพวกนี้คือคนที่อยากจะหลีกเลี่ยงการฉวยโอกาสมากเกินไป และพยายามต่อต้าน Unconious tendency ที่ตนเองมีจะ Exploit (1) มนุษย์คนอื่น…


รุ่นพี่ท่านนึงนิยามคำว่า Soft skill คือการจัดการโลกภายใน ผมนี่เห็นด้วยสุดๆ

คือเราจัดการควบคุมอะไรภายนอกไม่ค่อยได้หรอกครับ ผมบอกเลย

ศาสตร์ที่ผมเรียนมาตลอดคือไม่ใช่การไปรู้จักคนอื่นว่าเป็นยังไง แต่เป็นการเข้าใจผลกระทบจากการมีความสัมพันธ์กับคนอื่น เช่น คนประเภทนี้ ทำให้เรารู้สึกยังงี้ ทำให้เราคิดยังงี้ เราจะจัดการกับสิ่งเหล่านั้นในตัวเองยังไง

คนอื่นน่ะมันคาดเดาไม่ได้ ผมยกตัวอย่างศาสตร์ประเภทแบ่งคน เป็นคนลักษณ์โน้น MBTI Type แบบนั้น มันเป็นแค่แพทเทิร์นคร่าวๆ อาจจะตามสถิติหรืออะไรก็ว่ากันไป แต่ด้วยความที่ว่าเรากำลังแบ่งคนทั้งโลกออกเป็น Type แค่หลักไม่ถึงร้อย แปลว่าอะไรครับ แปลว่าแต่ละ Type ที่แบ่ง น่ะมันมีคนตัวเป็นๆ อย่างต่ำหลักร้อยล้าน คุณเจออย่างเก่งก็สิบ คุณแทบไม่มีโอกาสเจอตัวอย่างคนตัวเป็นๆ ที่ตรงกับ Average/Median character of people in that specific type หรอก

(ผมตลกตรงไหนรู้มั้ย ตรงที่คนที่ชอบเคลมว่าตัวเองตรรกะแม่นมาเรียนพวกศาสตร์พวกนี้แล้วอิน มักจะเอา Type ไปจับทื่อๆ ว่าคุณเป็น Type นั้นน่ะสิ เลยมีพฤติกรรมแบบนี้ ทั้งๆ ที่พวกตรรกะแม่นน่าจะรู้ทันความ Statistically nonsense ของวิธีคิดแบบเอา Type แค่ไม่กี่ Type เมื่อเทียบกับ Sampling size ของโลกมนุษย์ ไปจับกับตัวอย่างตรงหน้าแบบตรงไปตรงมาแล้วคาดหวังว่ามันจะมี Significant level ที่สูง มันจะเป็นไปได้ไงฟะ กลายเป็นคนที่มีศิลป์สูงๆ กลับเข้าใจเรื่องนี้มากกว่า)…


เนื่องจากเห็นน้องคนนึงที่ผมชื่นชมอยู่สนใจเรื่องการตัดสิน ผมอยากจะอธิบายองค์ประกอบของคำว่า “การตัดสิน” ดูหน่อย

คือการตัดสินมันมีหลายความหมาย วันนี้จะจับความหมายที่ว่าการตัดสินว่าอะไรถูกหรืออะไรผิด อะไรดีหรืออะไรไม่ดี มาตี

การตัดสินว่าอะไรถูกผิดดีหรือไม่ดี จริงๆ แล้วมันก็แค่คุณนิยามว่าอะไรดี หรืออะไรไม่ดี แล้วก็ดูว่ามันเข้านิยามมั้ย จบ

สิ่งนี้อาจจะเรียกว่า Objective หรือเป้าหมายก็ได้ แต่ผมชอบคำว่า “นิยาม” เพราะผมรู้สึกว่าคณิตศาสตร์อธิบายเรื่องพวกนี้ได้ดีและแม่น

บางครั้งเหตุการณ์ที่เกิดกับนิยามมันไม่ได้ตรงกันเป๊ะๆ การพิสูจน์ว่ามันเข้านิยามมั้ย มันจึงต้องใช้การอนุมานหรือคาดเดาเข้ามาช่วย

เช่น สมมติเรานิยามว่าบริษัทต้องทำเงินเยอะๆ เท่ากับดี เวลาเราเถียงเรื่องทิศทางบริษัท เราไม่มีทางรู้หรอกว่าทิศทางไหนจะทำเงินได้เยอะสุดในกรอบเวลาอะไร

เราก็เถียงบนพื้นฐานที่ว่า แนวทางที่หนึ่งสองสามสี่ อันไหนน่าจะประมาณการได้ว่าทำเงินได้เยอะสุด ซึ่งบางคนก็อาจจะเถียงว่า วิธีผมได้เยอะสุด อีกคนบอกว่า วิธีผมได้น้อยกว่าระยะสั้น ระยะยาวดีกว่า ก็ว่ากันไป

อันนี้มันสามารถเกิดถกเถียงที่ใช้เหตุใช้ผลได้ และมันเป็นอะไรที่ใกล้เคียงกับคำว่าเหตุผลในเชิงคณิตศาสตร์เลย คือดูว่า Cause-effect chain แต่ละแบบอันไหนมันใกล้เคียงกับสิ่งที่เรานิยามว่าดี เหมือนเวลาเราลดรูปสมการ ข้อเท็จจริงที่เดิม เพิ่มเติมคือรูปมันเปลี่ยนจนไปตรงกับ Axiom ที่ตั้งไว้…


Photo by Kamil Leś on Unsplash

A few months ago, there was a controversial article named Goodbye, Clean Code written by the famous Dan Abramov.

The article received multiple angry responses. Some claim that duplicate code is wrong and that we should create an abstraction to reduce duplication whenever possible. Others claim that duplicate code is fine.

Sandi Metz, the famous author of Practical Object-Oriented Design, even claimed that duplication is far cheaper than the wrong abstraction.

There will always be an argument on whether we should leave code duplicates or create an abstraction. …


คนที่ผมเคารพในความสามารถ มักจะมีสิ่งหนึ่งที่ตรงกัน คือ เขายอมรับว่าตัวเองมี Bias ยอมรับว่าคนอื่นก็มี Bias แล้วพยายามจะแลกเปลี่ยนกัน

ซึ่งต่างจากความเห็นหลายแบบที่ผมเจอที่มักบอกว่า คนเราต้องไม่มี Bias สิ ซึ่งผมยังไม่เคยเห็นใครทำได้เลย รวมถึงผมด้วย

แล้วเอาเข้าจริงคนที่ใช้ชีวิตโดยไม่มีอะไรที่ชอบเลย จะใช้ชีวิตยังไงอ่ะ อยู่ไปเพื่ออะไรอ่ะ จะ Optimize อะไรอ่ะ สนใจความอยู่รอด? ก็เป็น Bias แบบหนึ่ง สนใจอำนาจ? ก็เป็น Bias แบบหนึ่ง สนใจอิสระ? ก็เป็น Bias แบบหนึ่ง สนใจเงิน? ก็เป็น Bias แบบหนึ่ง

ถ้าไม่มีอะไรที่สนใจเลย จะกินข้าวไปเพื่ออะไร ทำไมไม่ฆ่าตัวตายเลยล่ะ หลีกเลี่ยงความเจ็บปวดเหรอ? ก็ถือเป็น Bias อีกแบบหนึ่งนะที่ไม่ชอบความเจ็บปวด

แล้วเขาก็จะบอกว่ามันไม่ใช่ Bias ใครๆ ก็เป็นกันทั้งนั้น มนุษย์ทุกคนก็งี้ทั้งนั้น ซึ่งนั่นไง คุณหาเหตุผลมารองรับให้ Bias ของตัวเองอยู่อ่ะ

ถ้านิยาม Bias คืออะไรก็ตามที่ไม่ได้ฝังใน Biological component ของมนุษย์ คุณรู้ได้ไงว่าอะไรเป็น Biological component บ้าง ไม่มีนักวิทย์คนไหนพิสูจน์ได้นะ มีแต่ที่มโนกันเองจากแนวโน้มและประสบการณ์ของตัวเอง ซึ่ง มั่นใจเหรอว่าตัวเองมีประสบการณ์มากพอที่จะบอกได้ว่าธรรมชาติคืออะไร เคยใช้ชีวิตเมื่อ 10,000 ปีหรือเปล่า วัฒนธรรมต่างกับปัจจุบันมากนะ นิยามถูกผิดก็ต่างจากปัจจุบันมากนะ แล้วเคยใช้ชีวิตเมื่อ 1,000 ปีที่แล้วหรือเปล่า?

มีประสบการณ์แค่ไม่ถึงร้อยปีบนประวัติศาสตร์มนุษยชาติแสนปี แต่บอกได้แล้วว่าธรรมชาติของมนุษยชาติที่เป็น Biological component ที่แท้จริงคืออะไรเหรอ แน่ใจเหรอว่าที่สรุปมาไม่มี Bias จากประสบการณ์สั้นๆ ของตัวเอง?

ซึ่งทั้งหมดที่เขียนนี้คือรำคาญและโมโหเวลาคุยกับคนที่คิดว่าตัวเองไม่มี Bias และพยายามบอกว่าคนอื่นๆ เนี่ยใครมี Bias คือเลว คือเชื่อถือไม่ได้ คือไม่ถูกต้อง (แล้วนิยามของคำว่าถูกต้องก็มโนเองจาก Bias ตัวเอง) แล้วคือคุยไม่รู้เรื่องเพราะก็จะแค่ยืนยันว่า นิยามถูกคือแบบนี้ ผิดคือแบบนี้ แล้วก็ตะโกนซ้ำไปซ้ำมาว่าถูกคือแบบนี้ ผิดคือแบบนี้ โดยที่เปลี่ยนอะไรไม่ได้เพราะนั่นคือธรรมชาติที่แท้จริงที่ไร้ Bias ใดๆ ในสายตาของเขา….

พวกนี้ติด Dunning-kruger effect ที่พอเรียน Bias ของมนุษย์นิดนึง ก็นึกว่าตัวเองเท่าทันจิตของตัวเองหมดแล้วมันง่ายจะตาย แล้วก็วางตัวเหนือคนอื่น น่าหมั่นไส้

Chris

I am a product builder who specializes in programming. Strongly believe in humanist.

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store