Sign in

โจ้กที่ว่า “ไม่ออก ออกแล้วจะเอาอะไรแดก” มันก็สะท้อนปัญหาดีนะ

คือมันอาจจะเหมือนโจ้กสะท้อนความจริง แต่มันก็ชวนคิดแหละว่าระบบอะไรที่ทำให้คนที่ไม่เหมาะสมแล้วต้องเกาะเก้าอี้ตัวเองแน่นขนาดนั้น

เพราะระบบนี้ผู้แพ้ไม่มีอะไรจะแดกใช่หรือไม่? เขาถึงต้องเกาะเก้าอี้แน่นขนาดนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการที่ไม่แฟร์น่าเกลียดทุเรศแค่ไหนก็เอา กีดกันคนที่เหมาะสมทุกวิถีทาง

แล้วเราจะแก้ยังไง

ถ้ามองในแบบ Traditional หลายๆ คนเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้ทำได้โดยการมีกฎที่ยุติธรรมและมีผู้คุ้มกฎที่เข้มงวดจะได้ไม่มีใครทำอะไรทุเรศแบบนั้นได้ ต้องมีวิธีคัดเลือกที่แฟร์ ใครทำนอกกฎต้องถูกลงโทษ ผู้แพ้ผู้ชนะต้องถูกตัดสินอย่างยุติธรรมแฟร์ๆ ตรงไปตรงมา และผู้คุ้มกฎต้องเด็ดขาดเข้มงวดกับคนที่ไม่ทำตามกติกา

แต่เราน่าจะเริ่มเห็นจากสังคมหลายๆ ที่ (ไม่ใช่แค่ไทย) ว่าวิธีแก้แบบนั้นมันสร้างปัญหาที่ผู้คุ้มกฎเองจะมีอำนาจสูงมาก จนทุกคนเริ่มเห็นแล้วว่า การเป็นตำแหน่งอื่นต่อให้ดียังไง เจอผู้คุ้มกฎเฮงซวยก็จบเห่อยู่ดี (ซึ่งเฮงซวยเป็น Subjective ตามแต่ละคนมอง)

แล้วเราจะแก้ยังไง

คำตอบที่ผมคิดออกตอนนี้ ทำให้ผู้แพ้พอจะมีแดกครับ

พอคนไม่ต้องเกาะเก้าอี้มาก ความสำคัญของผู้คุ้มกฎก็น้อยลง

พอคนไม่ต้องเกาะเก้าอี้เพื่อให้อยู่รอด คนก็พร้อมจะทำตามกฎต่างๆ มากขึ้น มีแรงจูงใจให้แหกคอกน้อยลง

ระบบที่ทุกคนพร้อมใจทำตามกฎอยู่แล้ว จะต้องมีกำลังในการคุ้มกฎไปทำไม เราจะต้องจ่ายส่งส่วยใต้โต๊ะกันทำไม

คนจะแย่งเก้าอี้มหาดไทกันอยู่มั้ย เก้าอี้นายกล่ะ?

ยิ่งคนไม่อยากทำตามกฎมีเยอะเท่าไหร่ อิทธิพลของกำลังดิบก็มีมากขึ้น

ยิ่งคนพร้อมใจจะทำตามกฎมีเยอะเท่าไหร่ อิทธิพลของกำลังดิบก็มีน้อยลง เกิดเป็นที่ทางให้ความมีปัญญามีอิทธิพลในสังคมมากขึ้น

การปรับเปลี่ยนกฎให้สอดคล้องกับสภาพมนุษย์ ให้มีคนพร้อมใจทำตามเยอะๆ จนไม่ต้องให้ความสำคัญกับกำลังมากนัก เป็นสิ่งสำคัญกับการไปสู่สังคมที่ให้ความสำคัญกับปัญญา

ซึ่งนั่นต้องอาศัยความใจกว้าง

ซึ่งนั่นต้องอาศัยความโอบอ้อมอารีมากพอ

มากพอที่จะไม่มองเหยียดหยามผู้แพ้ ที่ต้องการเปลี่ยนกฎว่า “ก็แค่แพ้แล้วอ้างโน่นนี่” แล้วมองให้ลึกพอว่าเขามาจากไหน มองด้วย Empathy ซึ่งสุดท้ายมันอาจจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนไม่รู้ แต่มันจะทำมาซึ่งความเข้าใจกันที่มากขึ้น

ผมรู้สึกว่าโมเดลความคิดในเรื่องปัญญาและความฉลาดในไทยมันมีความเป็นเทคโนแครตเยอะ มีความเหยียดอยู่เยอะ

แบบผมมองเห็นหลายๆ คนคาดหวังว่าจะจับมือกับผู้มีกำลัง ปกป้องให้ฉันอยู่แต่กับกลุ่มคนฉลาดๆ ที่มีปัญญาเท่าเทียม ที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว ที่มีบารมี ที่คุยกันรู้เรื่อง ไม่ต้องคุยกับคนโง่ๆ ให้มันอารมณ์เสีย

แล้วรู้ตัวอีกที ก็มอบอำนาจทั้งหมดให้คนมีปืนไปหมดแล้ว

ถ้าบอกว่าฉันคุมคนมีปืนอยู่แหละ เขาต้องเห็นค่าความฉลาดของฉัน เหมือนที่ผ่านๆ มาสิ ก่อนที่สังคมจะต้องใช้ปืนกันเยอะขนาดนี้สิ ความฉลาดของฉันจะมีค่าตลอดไปคงทนถาวรตลอดกาลแน่นอน

Well, I seriously don’t think it works that way.

ผมมองเห็นภาพโมเดลเทคโนแคตรยังงี้จากไหน จากตัวเองในอดีตครับ

มันอาจจะตรงไม่ตรงกับความจริง มันอาจจะเป็นแค่ Projection ก็ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นความเห็นนึงที่อยากจะพูดละกันครับ


วันก่อนใน Architect Suffer Clubhouse พี่ดีนพูดเรื่องสกิลในการ Refactor Legacy ว่าเป็นความสามารถที่สำคัญมากสำหรับ Software Architect

วันนี้ได้เห็นเพจนึงพูดเรื่อง บางคนมีแต่แนวคิดใหม่ๆ แต่ไม่ลงมือทำ ผมก็ถามตัวเองว่าทำไมมันยากนักที่จะทำกันนะ

มันทำให้ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าชีวิตของเรามันก็เหมือนโค้ด มันมี Legacy ติดตัวตลอดเวลา

เวลาเราจะเอาแนวคิดใหม่ๆ เข้ามาปฏิบัติในชีวิต มันก็เหมือนกับเวลาเราปรับปรุงซอฟต์แวร์ ถ้าเราไม่จัดที่จัดทางให้มันดีๆ ไม่ Refactor ระบบเก่าให้รับของใหม่ได้ เวลาเราปรับปรุงมัน เราก็จะเจอแรงต้านจาก Legacy system แล้วแรงต้านนั้นมักจะเป็นสาเหตุที่ทำให้การทำ Legacy modernization พังบ่อยครั้ง

ชีวิตก็เหมือนกัน เมื่อเราพยายามจะปรับปรุงชีวิตตัวเองโดยไม่ Refactor ของเก่าให้มันสะอาดเรียบร้อย แต่จะเอาของใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มอัดๆ มันเข้าไปเรื่อยๆ เราก็จะเจอแรงต้านจาก Legacy ต่างๆ ของชีวิต อาจจะเป็นทรอม่าวัยเด็ก ชุดความเชื่อและชุดคุณธรรมที่ล้าสมัย นิสัยเดิม ความสำเร็จเก่าๆ ที่ติดตาจนเป็นอีโก้ ความรู้ที่บูดเน่าไม่ได้รับการอัพเดท สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เหมือน Legacy code ที่จำเป็นจะต้องถูกจัดวางให้เชื่อมต่อกับสิ่งใหม่ๆ ได้ ซึ่งการจัดวาง Refactor นี้ก็อาจจะครอบคลุมไปถึงการทำความเข้าใจ Legacy ทำการอัพเดทมัน ทำการปรับโครงสร้างให้สามารถเชื่อมโยง Interface ได้ (น่าจะเทียบได้กับการร้อยเรื่องราว Self Narrative ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน) หรือแม้แต่ตัดสินใจลบทิ้งออไปเมื่อไม่ใช้มันแล้ว

ซึ่งผมเชื่อว่ามนุษย์ที่รับอะไรใหม่ๆ เข้ามาได้ยากไม่ว่าจะตั้งใจขนาดไหน อาจจะเป็นได้ว่าไม่ได้ทำการ Refactor Legacy Life ให้พร้อมสำหรับสิ่งใหม่ที่จะเข้ามา จนทำให้ Legacy มันออกแรงต้านการปรับปรุงโดยที่อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว และทำให้ปรับปรุงเป็นไปได้ยากและติดขัด

การทำงานกับ Legacy สำคัญมากทั้งกับชีวิตและซอฟต์แวร์ และเช่นเดียวกับ Software Architect ใน Clubhouse ว่าไว้ว่า เราไม่สามารถออกแบบระบบที่ดีงามบนกระดาษแล้วดีดนิ้วเปรี้ยงเดียวเปลี่ยนได้ เราต้อง Migrate จาก Legacy ออกมา เราต้องทำงานกับ Legacy จนกว่ามันจะปรับไปเป็นของใหม่ที่ดีขึ้น

เช่นกัน เราก็ไม่สามารถอ่านแนวคิดดีๆ เจ๋งๆ ออกแบบชีวิต แล้วดีดนิ้วเปรี้ยงชีวิตเปลี่ยนได้ เราต้องทำงานกับ Legacy ของชีวิตเราเสมอ

เราจะบอกว่าฉันไม่ชอบชีวิตเก่าและ ดีดนิ้วเปรี้ยงเปลี่ยนชีวิตใหม่เลยดีกว่า มันก็จะสำเร็จได้ยากพอๆ กับคนที่พยายามทำ Legacy Modernization โดยไม่สนใจ Legacy system นั่นแหละ คือน้อยมากๆ ที่ทำแบบนั้นแล้วจะเวิร์ค ตัว Legacy Code, Legacy Life เนี่ย ถ้าคิดจะปรับปรุงมันแล้วละก็ คุณจะไม่ชอบยังไงมันก็หนีไม่พ้น

การ Refactor จึงเป็นสกิลที่สำคัญกับซอฟต์แวร์ข้ามไปถึงชีวิต


เวลาผมอ่านความเห็นทั่วไปเกี่ยวกับโค้ด Pattern หรือ Architecture ไม่ว่าจะเป็น CQRS, MVC, OOP, DI ผมมักจะเห็นความเห็นสองสุดทาง Spectrum

  1. Pattern เหล่านี้มันจำเป็นคุณต้องเรียนรู้ไว้ไม่งั้นทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ที่ห่วย
  2. Pattern เหล่านี้มันไม่จำเป็น ดูโค้ดหน้างานแล้วเขียนให้อ่านง่ายเอาสิ

ผมถือ Stance ที่ไม่ตรงกับทั้งคู่

ผมถือว่า Pattern คือเครื่องมือทำงานร่วมกัน ทำให้ทำงานเป็นทีมง่ายขึ้น

นั่นหมายความว่าคุณควรจะรู้ Pattern ที่ทำให้ทำงานกับคนอื่นได้โดยไม่ต้องสอนจากศูนย์ แต่ในทางกลับกัน ถ้า Pattern นั้นทำให้ “ทีม” ทำงานยากในโดเมนนั้น ก็ปรับซะ…


I made a comment in Reddit and I want to blog it here as well. Because my sentiment toward someone claim that we have unnecessary complexity usually goes like this.

Disclaimer: All I want to say here is more often than not, people deemed system to be “too complex” based…


Recently there are developers and creative vocal about how interruption ruin their work.

There are many articles about flow state and funny cartoon on how interruption ruin serious thinking work. There is even a passive-aggressive piece talking about teaching non-geeks cost of interruption.

As a developer, while I agree that…


นานแล้วนะ ที่ผมไม่ได้เขียนใน Medium

ในซีรีย์เรื่อง Vincenzo ทนายฮงยูซานได้บอกไว้ประมาณว่า

“ผมน่ะมันคนแก่ที่ได้แต่พร่ำบอกเรื่องคุณธรรมตกยุคที่ไม่มีใครสนใจ ผมน่ะมาได้แค่นี้ คนที่จะเปลี่ยนประเทศนี้ได้ไม่ใช่คนแก่รักคุณธรรมตกยุคอย่างผมหรอก แต่ต้องเป็นปีศาจเท่านั้นแหละ”

ตอนสมัยเด็กผมถูกพ่อแม่เรียกว่า Mr. Ruler เพราะวีรกรรมที่เป็นคนเถรตรง ถึงขนาดที่ว่าพ่อแม่ขับรถผ่านสี่แยกไฟแดงเลี้ยวแล้วลืมกดไฟ ผมบอกว่า เราต้องกลับไปที่แยกแล้วเลี้ยวใหม่สินะ

มีคนเป็นห่วง (จนผมรู้สึกว่าถูกเหยียดหยาม) ว่าความตรงไปตรงมามันอยู่จริงไม่ได้ในสังคมหรอก จนกระทั่งได้พิสูจน์ตัวเองตอนเรียนจบออกมาทำงานว่ามันทำได้ ถ้าเลือกบริษัทและสังคมที่ถูกที่เขาให้คุณค่าสิ่งนี้

ด้วยความที่เรารู้สึกซื่อตรงต่อกฎ เราจึงโกรธกฎไร้สาระที่บังคับให้คนมีชีวิตลำบากขึ้นยิ่งนัก เราจึงโกรธเวลาผู้คุ้มกฎทำตัวให้คนรู้สึกว่ากฎเป็นเรื่องไร้สาระ ใครทำตามก็โง่

เมื่อกฎมีสาระ เมื่อคนทำตามกฎได้ประโยชน์ กฎก็จะศักดิ์สิทธิ์

และสังคมที่กฎศักดิ์สิทธิ์ ก็อยู่ง่ายดี

เมื่อปีศาจหนึ่งตนเป็นใหญ่ในบ้านเมือง คุณธรรมไม่สามารถทำอะไรได้

มีแต่ปีศาจอีกตนที่จะสามารถต่อกรได้

วันที่ปีศาจสองตนต่อกรกันอย่างถึงที่สุด

คุณธรรมจะไม่เป็นเรื่องไร้สาระ

จุดสำคัญคือ เราจะลัดขั้นตอนการมีปีศาจสุดเลวอีกตัวไม่ได้ มันต้องผ่านขั้นตอนนี้

เมืองที่มีมาเฟียหนึ่งคนคุ้มครอง คนถวายตัวขอโอกาสจากมาเฟีย ไม่มีใครสนใจความยุติธรรมอันไร้ค่าไร้ความหมาย

เมืองที่มีมาเฟียสองคนสู้กัน คนเรียกหาความยุติธรรมและกฎหมาย ไม่มีใครอยากเรียกร้องความโหดร้ายที่มากกว่าเดิมมาเติมอีก

ถ้าผมมีปัญญาทำอะไรกับความบัดซบของประเทศนี้ ผมคงไม่จำเป็นต้องเกรี้ยวกราด

ความเกรี้ยวกราด ความโมโห เป็นสัญลักษณ์ว่ายังห่วยเกินกว่าที่จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้

ถ้าทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ จะมาเสียเวลาเกรี้ยวกราดทำไมเล่า

ความเกรี้ยวกราด ทำไปแค่หาพวก ทำไปเพื่อแค่ส่งสัญญาณ เพื่อหวังว่าซักวันจะทำอะไรไม่ได้

เราต้องไม่ลืมว่าเรายังห่วยอยู่ เราไม่ได้เกรี้ยวกราดเพราะเรากล้าหาญหรือแข็งแกร่ง แต่เพราะเราแค่ยังด้อยปัญญาเกินกว่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้

เมื่อยอมรับได้ ก็จะเดินไปข้างหน้าได้

ในโลกนี้ มีคนที่พร้อมจะโกงคนอื่นได้หน้าด้านๆ และมีคนที่ฮาราคีรีตัวเองทิ้งเพียงเพราะความผิดเล็กน้อย

ทั้งสองด้านต่างเป็นเรื่องจริงที่โลกไม่สวย

ทั้งสองด้านต่างเป็น “มนุษย์”

ไม่มีด้านไหนที่โรแมนติกโลกสวยเลยแม้แต่ด้านเดียว

ทำการใหญ่ใจต้องเหี้ยมพอ

เหี้ยมพอที่จะใช้งานร่วมงานกับคนที่แค้น เพื่อเป้าหมาย

เหี้ยมพอที่ยิ้มให้มัน เหี้ยมพอที่จะไปงานวันเกิดมัน ไปฉลองลูกชายลูกสาวของมัน เพื่อให้ตายใจ

แล้วก็เหี้ยมพอที่จะเชือดชำระแค้นให้เป็นเยี่ยงอย่าง เมื่อจบงาน

ฮงยูซานเป็นปีศาจไม่ได้ ได้เพียงแค่ส่งต่อให้วินเซนโซ่และลูกสาวเท่านั้น


เรามักถูกสอนกันมาว่าถ้ามีอะไรผิดพลาดให้โทษตัวเองก่อน แต่ในทางจิตวิทยาแล้ว การโทษตัวเองไม่ใช่คำตอบเลย

ใน Responsibility Process ที่ผมเคยเรียน การโทษตัวเองนั้นทำให้จมปลักอยู่กับความผิดของตัวเอง ทำให้ไปไหนไม่ได้ เพราะตัวฉันผิด ตัวฉันมันเลว ถึงได้มีปัญหา

ถ้าเราโทษตัวเองอย่างไม่สิ้นสุด ปลายทางคือเมื่อเราเจอปัญหา เรามันแย่ เรามันไม่ดี เราฆ่าตัวตายเลยดีกว่า ไม่ใช่การแก้ปัญหา

ใน Satir Theraphy เราเชื่อว่าปัญหาไม่ได้เป็นปัญหา แต่ปัญหาคือวิธีการ Cope วิธีการอยู่ร่วมกับโลกที่สร้างบาดแผลและใช้ไม่ได้ผล…


เหล่านี้คือความเห็นทางการเมืองและสังคมของผมที่ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ค่อย Popular แต่ก็มองเห็นแบบนี้จริงๆ จะค่อยๆ เติมไปเรื่อยๆ นะ

ทุกคนต้องมีความหวัง ไม่ว่าจะโง่ขนาดไหน

ผมอยากให้ทุกคนรู้สึกว่าฉันมีอำนาจในการจัดการควบคุมชีวิตตัวเอง

ซึ่งด้านตรงข้ามของสิ่งนี้คือ คนกลุ่มนึงมักยืนยันว่าคนที่เขาเห็นว่าโง่เนี่ย อย่าให้คนพวกนี้มันทำอะไรมากมันจะทำให้ทุกอย่างพัง คนพวกนี้ ควรจะอยู่เฉยๆ และรู้ตัวว่าอย่าทำอะไรคอยตามคนอื่นก็พอแล้ว เรื่องที่ย้อนแย้งคือพอเขาไม่ทำอะไรขึ้นมาจริงๆ อยู่ไปเป็นภาระไปวันๆ จริงๆ ขึ้นมา ก็บ่นยุบยับว่าพวกนี้เป็นภาระ แต่ถ้าจะให้จัดการตัดหัวเอง รับผลของสิ่งนี้เอง ก็ทำไม่ได้อีก

คือเมื่อไหร่คนฉลาดๆ พวกนี้จะฉลาดพอที่จะเข้าใจอ่ะว่าแก้ปัญหาคนที่เราเห็นว่าโง่ด้วยการให้เขาอยู่เฉยๆ เป็นง่อยไปทั้งชีวิต มันทำจริงไม่ได้ล่ะเนี่ย

ข้อแรกคือ ไม่ว่าใครจะโง่ขนาดไหนทึ่มบ้าบอขนาดไหนก็ควรจะรู้สึกว่ามีความหวังเสมอ ทุกคนควรจะรู้สึกมีความหวัง

จบข้อแรกก่อน


เห็นข่าวปารีณาไปสำรวจที่ สน. แห่งหนึ่ง พบว่าไม่มีการร้องเรียนของน้องหมวยที่มีข่าวล่วงละเมิดทางเพศ แล้วบอกว่านี่เป็นเด็กเลี้ยงแกะ

ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จริงแท้เป็นอย่างไร นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้

ผมว่ามันจะดีกว่ามากถ้าถามเขาดีๆ ว่าเนี่ยไปถาม สน. ไม่มีข่าว ทำไมล่ะ ร้องเรียนไปที่ไหนเหรอ ตามหาไม่เจอ แล้วถ้ามันไม่มีจริงๆ น้องก็หน้าแตกไป ความน่าเชื่อถือเขาก็เสีย ถ้ามันมี ก็จะได้เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น

ผมมองว่า รากปัญหาการเมืองของเรามันคือเรื่อง Stance กับวิถีการปฏิบัติต่อกัน วิถีการอยู่ร่วมกัน

คือเราจะบอกว่าน้องหมวยมีท่าทีที่ทำให้คนเสียหน้า เลยไม่น่ารักไม่น่าจะพูดจาดีๆ ด้วย น้องควรต้องเปลี่ยน Stance มันก็ทำได้ หรือจะมองว่า เรามาพยายามเข้าใจความรู้สึกว่าทำไมคนๆ นึงต้องมาเรียกร้องด้วยวิธีแบบนี้ไม่ใช้ระบบ และไม่ว่าจะจริงหรือจะปลอม ทำไมมีคนจำนวนมาก Relate กับความรู้สึกนี้ มาหาสาเหตุกันเถอะ มันก็มองได้

คุณให้ Value ด้านไหนมากกว่ากันล่ะ

รากลึกลงไปอีกคือ เราจะมองว่าทำให้คนใหญ่คนโตเสียหน้าเป็นเรื่องแย่มากๆ แล้วต้องทำให้หลาบจำ ก็มองได้ หรือจะมองว่าเห้ยการที่คนๆ นึงเดือดร้อนควรจะพูดออกมาได้อย่างปลอดภัยและพยายามเข้าใจให้มากที่สุด ก็มองได้

คุณลำเอียงเข้าข้างคนมีอำนาจมีทรัพยากร หรือลำเอียงเข้าข้างคนตัวเล็กตัวน้อย รากที่แท้จริงของความขัดแย้งมันอยู่แถวๆ นั้น

ซึ่งผมไม่อายที่จะบอกว่า ผมลำเอียงเข้าข้างคนตัวเล็กตัวน้อย ผมคิดว่า คนมีอำนาจควรมีความรับผิดชอบและใช้ชีวิตบนมาตรฐานที่สูงกว่าคนตัวเล็กตัวน้อย

แนวคิดประเภทที่ว่า กว่าจะไต่เต้ามาถึงตรงนี้ ลำบากจะตาย ต้องเก็บเกี่ยวต้องได้ใช้ชีวิตสบายบ้าง ก็สมควรแล้ว ผมไม่เห็นด้วยเลย ผมมองว่าถ้าเราจะเอากันแบบนั้นคนตัวเล็กตัวน้อยก็มีทางเลือกแค่สองทางคือ แย่งอำนาจจากไฝว้กันไป หรืออยู่อย่างลำบาก แล้วภาพรวมของสังคมจะเป็นยังไงถ้าเราจะแข่งกันล่าอำนาจ ก็เป็นแบบที่เห็นนี่ไง

นอกจากนี้ มันไม่แปลกเหรอที่เจ้าคนนายคน ที่ควรจะมีความรับผิดชอบเยอะกลับถูกมองว่าควรจะสบายกว่าคนอื่น เห้ย ใช่เหรอ คุณจะมองจากมุมเขาลำบากมาก่อนเขาควรสบายอย่างเดียวเลยเหรอ ดูจากมุมอดีตล้วนๆ โดยไม่สนมุมปัจจุบันว่าการ ขนาดนี้มันสร้างปัญหาอะไรเลยเหรอ ผมว่ามันแปลกและสร้างปัญหามากนะกับการที่คนมีอำนาจเยอะมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่ำความคาดหวังต่ำ

ภาพโครงสร้างสังคมที่ผมอยากเห็นคือ คนที่อยากสบาย ไม่ต้องไปเอาอำนาจอะไร อยู่เฉยๆ ไป รับผิดชอบตามหน้าที่พื้นฐานก็จบพอแล้ว ก็สบายไง ไม่ต้องรับผิดชอบเยอะ ส่วนคนที่อยากมีบทบาทมีอิทธิพล ต้องยอมรับหน้าที่ความรับผิดชอบที่หนักหนาสาหัสกว่าคนอื่น (แต่แน่นอนว่าเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่าด้วย จากภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ ผมยังเชื่อทุนนิยม) ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อทางโครงสร้างสังคมในปัจจุบันคือ อยากสบายต้องไปมีอำนาจไปเป็นเจ้าคนนายคน

ผมคิดว่าคนเป็นผู้นำ คนมีอำนาจ เป็นเจ้าคนนายคนควรจะเป็นตำแหน่งที่รับความรับผิดชอบมากกว่าคนอื่น ซึ่งมันก็ตามมาด้วยมีแนวโน้มที่จะลำบากมากกว่าคนอื่น มันแปลกที่เราสอนมาว่าเป็นเจ้าคนนายคนแล้วจะสบาย

ถามว่าจะเปลี่ยนจากโครงสร้างปัจจุบันไปเป็นยังงั้นได้ยังไง ยังไม่รู้ แต่ผมคิดว่าขั้นตอนนึงที่สำคัญมากคือการแชร์ความรู้สึก

ถ้าเราสามารถแชร์ความรู้สึกได้โดยไม่ต้อง Defensive stance ถ้าผู้ใหญ่สามารถแชร์ได้ว่าฉันรู้สึกเสียหน้า อย่าทำแบบนี้ได้มั้ย ทำแบบอื่นได้มั้ย และเด็กสามารถเข้าใจตรงนั้น และในทางกลับกัน เด็กสามารถแชร์ได้ว่าเขาอึดอัดกับขั้นตอนที่ผู้ใหญ่บัญญัติมาอย่างไรบ้าง มีปัญหาอะไรบ้างที่เขาพบเจอมา พอเปลี่ยนได้มั้ย และผู้ใหญ่สามารถเข้าใจรับความรู้สึกนั้น มันก็จะเปลี่ยนได้

การแชร์ความรู้สึกจะเกิดต่อเมื่อเราสู้กันจน Stalemate จนยอมรับว่าเห้ยฉันต้องเข้าใจแกและหาวิธีอยู่ร่วมกันแกแล้ว ก็เป็นได้ เหมือนสมัยเด็กเราอาจจะเคยต่อยกับเพื่อนจนสุดท้ายยอมเข้าใจมุมของเพื่อนและเคารพ ก็ได้ หรือจะเกิดเร็วกว่านั้นก็เป็นได้

ผมได้แต่หวังว่าจะเกิดเร็วกว่านั้น

ผมไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าโครงสร้างที่ผมใฝฝันจะเกิดได้อย่างไร แต่ขอเชิญชวนว่า ถ้าคุณฝันเห็นสิ่งเดียวกัน ก็ช่วยกันคิดกันไปครับ

ปล. ถ้าถามว่าโครงสร้างแบบนี้ ใครจะอยากรวย ใครจะอยากมีอำนาจ ทุกคนก็อยากสบายทั้งนั้น ทุกคนก็ทำอะไรง่ายๆ หมดสิไม่พัฒนากันพอดี ผมคิดว่า เรามีมุมมองความเชื่อมั่นต่อมนุษยชาติที่แตกต่างกันเหลือเกิน และเราประเมินศักยภาพของมนุษย์ต่างกันมาก


วันนี้ผมได้ Reflect กับตัวเองด้วยคำถามที่สำคัญ

“เอ๊ะ ที่เราชอบ Share lesson learned เนี่ย มันได้ผลขนาดไหนนะ”

ผมลองมานึกๆ ดูนะ ว่าเวลาที่ผมรีบๆ ทำ Project บางอย่าง ผมจะรู้สึกรำคาญมากๆ กับใครก็ตามที่มาบอกว่า Don’t do this, Don’t do that

ถึงแม้ว่ามันอาจจะมีประโยชน์ก็ตามที

ในเวลาที่ผมรีบ ผมอยากได้อะไรที่มันช่วยให้ผมทำงานเสร็จเร็วๆ มากกว่า

อย่างเช่น Security เวลาที่ผมรีบ ผมไม่อยากได้คนมาบอกว่า อย่าเขียนโค้ดแบบนี้สิมัน Insecure นะ อย่าทำแบบนั้นสิเดี๋ยวโดนเจาะระบบนะ

เสียงในหัวผมมันบอกว่า “รำคาญ” และ “It’s not helping”

แต่ผมจะชอบมากถ้ามี Framework มาให้แล้วบอกว่า โอเค ใช้อันนี้นะแล้วไม่ต้องกังวลเรื่อง Security อะไรเลย หรือบอกว่า ใช้อันนี้นะ แล้ว Query ทุกตัวจะเร็วไม่ต้องคิดมากแล้ว

ผมจะรู้สึกว่า This is very helpful

แต่ตรงข้าม เวลาที่ผมไม่รีบ กำลังสบายๆ ผมกลับชอบบทความพวกนี้มากๆ เลยนะ

ผมรู้สึกว่าเวลามีใครมาแชร์ว่าอย่าทำยังงั้นยังงี้ แล้วผมสบายใจพอที่จะอ่านอยู่ ไม่รีบร้อน มันมีประโยชน์มาก

และในทางตรงข้าม ในเวลาที่ผมสบายใจ ผมจะรู้สึกว่าการให้ Framework มาเลยแล้วบอกว่าใช้ยังงี้พอไม่ต้องถามไม่ต้องรู้หรอกว่าทำงานยังไง มัน “น่าเบื่อ” และ “ตื้นเขิน” เสียเหลือเกิน

อยาก Security เงี้ย เวลาผมสบายๆ ผมจะชอบให้เขามาบอกว่าอย่าทำแบบนั้นเพราะอะไร อย่าทำแบบนี้เพราะอะไร แล้วลงลึกเลยว่าสาเหตุจริงๆ มาจากไหน มากกว่าส่ง Tool ให้ตัวนึงแล้วบอกว่า “รันๆ ไปเหอะ เดี๋ยวก็รู้”

ก็แปลกดีนะ แต่ก็เป็นเรื่องจริง

การตกผลึกนี้ทำให้ผมคิดได้ว่า

  1. ถ้าอยากจะแชร์ประสบการณ์ Lesson learn หรือแชร์ว่าอย่าทำแบบนั้นแบบนี้ ไปใส่ให้คนที่รีบๆ โอกาสเปิดรับจะน้อยมาก (ผมคิดว่าตรงนี้มีประโยชน์มากสำหรับคนทำโจทย์ Security awareness) ให้เลือกแชร์คนที่เขาสบายๆ อยู่
  2. แต่ถ้าเป็นห่วงจริงๆ กับคนที่รีบๆ หาทางช่วยให้เขาทำงานเสร็จเร็วขึ้นดีกว่า แล้วค่อยสอนตอนไม่รีบ
  3. ทีมที่ Operate ใน Urgency mode ตลอดเวลา จะรับบทเรียนได้น้อยมาก การทำให้เกิด Learning team ต้องพาทีมออกจาก Urgency mode เป็นระยะๆ

Chris

I am a product builder who specializes in programming. Strongly believe in humanist.

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store