Chris

ทำงานที่ปรึกษามาระยะนึง เคล็ดลับนึงที่ผมอยากแชร์วันนี้คือเรื่องพื้นที่ของลูกค้า

ในฐานะที่ปรึกษา การเข้าไปร่วมงานหลายๆ ครั้งเราคือเข้าไปในฐานะผู้เชี่ยวชาญ การเข้ามาของเราสร้างคำถามมากมายให้กับทีมงานปัจจุบัน เขาจะตกงานไหม มันหมายความว่าหัวหน้าไม่เชื่อใจเราแล้วเหรอ หัวหน้าคิดว่าเราทำงานแบบนั้นไม่ได้หรือ

เราจะต้องเข้าไปสร้างความเปลี่ยนแปลง คำถามที่สำคัญของคนทำงานคือ ในพื้นที่ที่จะเปลี่ยนไป มีเขาอยู่ในนั้นมั้ย และถ้ามี เขาเป็นอะไรในพื้นที่ใหม่นั้น

แม้แต่งาน Tech consulting อย่างผมที่เข้าไปเขียนโปรแกรม สมมติผมสามารถแก้ไขปัญหาบางอย่างได้ มันหมายความว่าอย่างไร

ใน Landscape ของความเปลี่ยนแปลงนั้น สิ่งนึงที่เราต้องใส่ใจหากสามารถใส่ใจได้ คือพื้นที่ของคนรอบข้าง

ผมคิดว่าในฐานะที่ปรึกษา เราไม่ได้ทำงานอยู่กับลูกค้าไปตลอด มันมีข้อได้เปรียบและเสียเปรียบหลายอย่างในสิ่งนี้ แต่ข้อได้เปรียบนึงคือ ทุกคนรู้ว่าใน Value chain และในสภาพแวดล้อมของบริษัท ซักวันเราจะต้องปล่อยมือ

คนทำงานทุกคนต้องการรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าบางอย่างเสมอ หากเราเข้าไปแล้วทำลายหรือแย่งชิงสิ่งนั้น คุณคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น

บางครั้งเราจำเป็นต้องเข้าไป Modernize กระบวนการทำงาน ทำให้วิธีการที่ได้มาซึ่งคุณค่าเดิมมันอาจจะล้าสมัย ทำให้เกิดการต่อต้าน เพราะคนเราไม่มีใครอยากรู้สึกว่าฉันไร้ค่า

แม้แต่คนที่ In practice อาจจะทำงานแค่สัปดาห์ละ 10 นาที ที่เหลืออู้หมด แต่เขาก็จำเป็นต้องมีเรื่องเล่ากับตัวเองว่าทำไมเขายังอยู่ตรงนี้ได้

การเข้าไป Modernized ระบบต่างๆ หากเราไม่เข้าใจและทำลายพื้นที่ของลูกค้า เข้าไปฟาดๆๆๆ แล้วบอกว่าระบบใหม่มันจะหน้าตายังงี้และมันดีแบบนี้ คุณหาทางอยู่กับมันให้ได้เองนะ ฉันวางแผนให้แล้วบอกหมดแล้ว หัวหน้าคุณก็เอากับฉันแล้ว เก็บเงินหลายล้านแล้ว บายจ้า

คุณลองนึกดูว่าถ้าคุณอยู่ในปลายสายของสิ่งนี้ คุณจะรู้สึกยังไง จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงได้มากขนาดไหน

หากเราเข้าใจว่าทุกคนอยากมีคุณค่าอยู่ตรงนี้ เมื่อเราทำได้ เราจะให้ความสำคัญและบอกเล่าถึงพื้นที่ของเขาที่เราเปิดทางให้เสมอ เท่าที่สโคปเราจะทำได้ จะช่วยซัพพอร์ต ช่วยสอน ช่วยหาบทบาทใหม่ ก็ว่ากันไป

ในฐานะที่ปรึกษา เราจะพยายามอย่างเต็มที่ที่จะไม่ทำลายใครให้ไม่มีที่ยืน

ถ้ามันเป็นส่วนนึงของกลยุทธ์ความเปลี่ยนแปลงที่ต้องเดินไป อย่างน้อยสุด เราก็ต้องเข้าใจว่าเราทำให้คนๆ นึงไม่มีที่ยืนนะ การเข้าใจถึง Impact และความรุนแรงที่เราทำต่อบุคคลคนหนึ่ง ถึงแม้เราจะช่วยเขาไม่ได้ แต่เราก็จะรับมือได้

หากมองข้ามไปเลย ว่ากลยุทธ์นี้ดีสุดแล้ว ใครไม่มีที่ยืนก็เรื่องของเขาดิ เวลาที่เขาโต้กลับด้วยอารมณ์ที่รุนแรง เราก็จะรับมือไม่ถูก เราก็จะไม่เข้าใจ เราก็จะได้แต่บอกว่าตรรกะคุณห่วย ตรรกะผมดี ทำไมใช้อารมณ์

เรามองข้ามความรุนแรงของสิ่งที่เราทำอยู่หรือเปล่า

ในท้ายที่สุดในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลง ผมเชื่อว่าแรงขับดันอันเป็นอารมณ์เป็นสิ่งสำคัญพอๆ กับกลยุทธ์อันเป็นตรรกะ

อย่างที่ผมเคยบอกว่าเมืองไทยคนมันหมดหวัง ทำกลยุทธ์อะไรไปก็ไร้ค่า ต้องทำให้คนมีหวังก่อน แล้วจะทำอะไรมันก็ง่ายดาย

ผมคิดว่าผู้ว่าชัชชาติก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพอคนมีความหวัง จะทำหนังกลางแปลงยังแทบไม่ต้องใช้เงิน ทุกคนพร้อมจะช่วยๆ กันเพราะเขามีหวัง จะทำดนตรีก็มีคนช่วย

อารมณ์ร่วมเป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

ถ้าเราไม่คิดจะบริหารอารมณ์อันเป็นอย่างน้อยครึ่งนึงของส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างความเปลี่ยนแปลง เราจะสร้างความเปลี่ยนแปลงมิได้

แม้ว่ากลยุทธ์ที่เราวางจะดีในเชิงตรรกะแค่ไหนก็ตาม

ดังนั้นการเข้าใจว่าสิ่งที่เราวางไว้มีผลกระทบทั้งในทางอารมณ์และตรรกะขนาดไหน แล้ววางแผนรับมือทั้งสองด้าน จึงเป็นความสามารถสำคัญ ของที่ปรึกษาที่สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ครับ

ทุกครั้งที่เราสร้างความเปลี่ยนแปลง เราจะทำความเข้าใจว่าที่ยืนแต่ละคนเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างเสมอ

เราจะพยายามไม่ทำลายใครให้ไม่มีพื้นที่ ถ้าทำได้เราจะพยายามอธิบาย Clarify และซัพพอร์ตให้ทุกคนมีที่ยืนในความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิด

และถ้าจำเป็นต้องทำให้ใครไม่มีที่ยืน ก็รับรู้ และเตรียมรับมือแรงกระแทก

การเข้าใจพื้นที่และตัวตนของมนุษย์เป็นสิ่งสำคัญของที่ปรึกษาครับ

--

--

เอาจริงๆ นะบางทีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ยังบ่นเมืองไทยอยู่ทุกวันนี้เพราะคิดว่ายังมีคนรับฟัง หรือว่าเพราะแค่อึดอัดจะระบายเฉยๆ

จากประสบการณ์ส่วนตัวผมว่าสิ่งที่เห็นได้ในทุกระดับคือกลุ่มคนที่พยายามจะปกป้องสิ่งเดิมๆ และอยากส่งต่อสิ่งเหล่านั้น ให้คนรุ่นถัดไป ปะทะกับคนที่ไม่อยากได้และรักษาสิ่งเหล่านั้นแล้วอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง มองเห็นการส่งต่อเป็นภาระและการยัดเยียด

เห็นการปะทะตรงนี้ชัดมากตั้งแต่ระดับโรงเรียน ครอบครัว องค์กร กงสี และประเทศ

ผมชอบซีนจากละครฮาวทูทิ้งมากที่แม่พยายามรักษาเปียโนของพ่อและตั้งมันไว้ในใจกลางบ้าน กับลูกที่ต้องการขยับขยายบ้านให้เหมาะกับชีวิตตัวเองแล้วต้องการจะทิ้งเปียโนปะทะกัน

คำตอบจริงๆ ที่มันเป็นได้คือให้เปียโนอันนั้นอยู่ในห้องของแม่ไป แต่แรงปะทะมันทำให้เหมือนมีคำตอบมีแค่มันต้องอยู่กลางบ้านตั้งตระหง่านเป็นใจกลางในการดำรงชีวิต หรือโยนเปียโนทิ้งไปจากชีวิตเท่านั้น

ถ้าเราสามารถยอมรับได้ว่าสิ่งเดิมๆ วิถีเดิมๆ มันมีผลต่อความสบายใจและการดำรงอยู่ของคนรุ่นก่อน ไปพร้อมกับยอมรับว่ามันไม่สามารถมีอิทธิพลอยู่ใจกลางชีวิตของคนรุ่นถัดไปได้ ยอมรับความจริงนี้ พูดกันตรงไปตรงมาได้ และจัดหาที่ทางที่เหมาะสมได้ มันก็จะอยู่ด้วยกันได้

แต่ถ้ามองการว่าการที่ไม่มีเปียโนตัวนั้นตั้งอยู่ใจกลางบ้านเป็นการสะท้อนถึงความบาป ความจิตใจต่ำตม ความไร้ระเบียบไร้รากเหง้า หรือมองว่าการมีเปียโนตัวนั้นอยู่สะท้อนถึง ความตกยุค ความล้าสมัย ความโง่เขลา มันจะไม่มีพื้นที่ที่อยู่ด้วยกันได้แล้วมันก็จะตีกันไปเช่นนี้

ถ้าไม่มีเปียโนตัวนั้นอยู่ในใจกลางบ้านและจะเอาอะไรมาอยู่แทน? จะเอาอะไรเป็นแก่นสารในวิถีชีวิต? ผมเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่เขาไม่มีคำตอบที่เป็นรูปธรรมให้คุณหรอก เพราะเขากำลังหาอยู่ ผมก็เคยผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นมาก็เข้าใจดี แต่ในระหว่างหาเขาก็จำเป็นต้องเปียโนตัวนั้นออกก่อนเพื่อให้มีพื้นที่ที่จะทดลองเอาหลายๆ อย่างเข้ามาแทนที่แล้วดูว่าอันไหนมันเหมาะกับเขา

และสุดท้ายเขาอาจจะกลับมายกเปียโนตั้งกลางบ้านก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่อนุญาตให้เขาเอาออก ถ้าคุณมองว่าไม่มีคำตอบที่เป็นรูปธรรมได้ก็อย่าเอาออกไปสิ มันก็กลายเป็นไก่ไข่กันอยู่ยังงี้

และการพยายามจะบี้จะเอาคำตอบเป็นรูปธรรมให้ได้ว่าจะเอาอะไรมาแทนก่อนที่จะยกเปียโนออก ก็จะยิ่งทำให้เขาพยายามหาคำตอบสำเร็จรูปมาตอบให้มันผ่านๆ ไป แล้วก็ทำให้เขาเชื่อคำตอบสำเร็จรูปอย่างผิวเผินง่ายขึ้นอีก กลายเป็นปัญหาสืบทอดไปอีก กลายเป็นว่าคุณมองว่าคุณภาพต่ำทำอะไรผิวเผินโดนหลอกง่าย (ซึ่งก็อาจจะมีส่วนจริง แต่อีกส่วนก็อยากให้มองเห็นว่าเราบีบให้เขาต้องเป็นแบบนั้นหรือเปล่าด้วยเช่นกัน)

(เคสพวกนี้เห็นเป็นรูปธรรมไม่เปรียบเปรยก็เช่นแบบ “ถ้าไม่เป็นหมอตามที่พ่อแม่วางไว้แล้วจะทำอาชีพอะไร ไปทำแผนที่เป็นรูปธรรมพร้อม Career path 20 ปีมาให้ดูเดี๋ยวนี้นะถ้าจะไม่เข้าหมอ” ถ้าเราบี้แบบนี้เขาก็ต้องหาคำตอบผิวเผินมาตอบเราแหละจริงมั้ยเล่า จะให้เด็กอายุ 18 เขียนแผนชีวิต 20 ปีอย่างลึกซึ้งใครมันจะไปทำได้ คุณตอนอายุ 18 ก็ทำไม่ได้หรอก เขาก็จะเขียนแผนผิวเผินมาให้และเชื่อตามนั้นจนกลายเป็นคนงมงายกับ Get rich quick scheme ไปก็ไม่แปลก)

บางครั้งเราทำได้แค่เชื่อมั่นกับอนาคตว่าเขาจะหาสิ่งที่ดีมาแทนที่ได้ผ่านการลองผิดลองถูก หรือถ้าไม่เชื่อมั่นก็จัดแจงพื้นที่ที่เราจะอยู่กับเปียโนของเราไปจนตายกับตัวเรา การให้คนอื่นที่เขาไม่เอาเปียโนดูแลรักษามันโดยไปวางไว้กลางบ้านเขา เปียโนนั้นจะถูกบดขยี้ทำลายด้วยความไม่เข้าใจปนโมโหโทโส และผลที่ได้ก็ไม่ดีกับจิตใจของใครเลย

--

--

โจ้กที่ว่า “ไม่ออก ออกแล้วจะเอาอะไรแดก” มันก็สะท้อนปัญหาดีนะ คือมันอาจจะเหมือนโจ้กสะท้อนความจริง แต่มันก็ชวนคิดแหละว่าระบบอะไรที่ทำให้คนที่ไม่เหมาะสมแล้วต้องเกาะเก้าอี้ตัวเองแน่นขนาดนั้น เพราะระบบนี้ผู้แพ้ไม่มีอะไรจะแดกใช่หรือไม่? เขาถึงต้องเกาะเก้าอี้แน่นขนาดนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการที่ไม่แฟร์น่าเกลียดทุเรศแค่ไหนก็เอา กีดกันคนที่เหมาะสมทุกวิถีทาง แล้วเราจะแก้ยังไง ถ้ามองในแบบ Traditional หลายๆ คนเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้ทำได้โดยการมีกฎที่ยุติธรรมและมีผู้คุ้มกฎที่เข้มงวดจะได้ไม่มีใครทำอะไรทุเรศแบบนั้นได้ ต้องมีวิธีคัดเลือกที่แฟร์ ใครทำนอกกฎต้องถูกลงโทษ ผู้แพ้ผู้ชนะต้องถูกตัดสินอย่างยุติธรรมแฟร์ๆ ตรงไปตรงมา และผู้คุ้มกฎต้องเด็ดขาดเข้มงวดกับคนที่ไม่ทำตามกติกา

โจ้กที่ว่า “ไม่ออก ออกแล้วจะเอาอะไรแดก” มันก็สะท้อนปัญหาดีนะ

คือมันอาจจะเหมือนโจ้กสะท้อนความจริง แต่มันก็ชวนคิดแหละว่าระบบอะไรที่ทำให้คนที่ไม่เหมาะสมแล้วต้องเกาะเก้าอี้ตัวเองแน่นขนาดนั้น

เพราะระบบนี้ผู้แพ้ไม่มีอะไรจะแดกใช่หรือไม่? เขาถึงต้องเกาะเก้าอี้แน่นขนาดนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการที่ไม่แฟร์น่าเกลียดทุเรศแค่ไหนก็เอา กีดกันคนที่เหมาะสมทุกวิถีทาง

แล้วเราจะแก้ยังไง

ถ้ามองในแบบ Traditional หลายๆ คนเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้ทำได้โดยการมีกฎที่ยุติธรรมและมีผู้คุ้มกฎที่เข้มงวดจะได้ไม่มีใครทำอะไรทุเรศแบบนั้นได้ ต้องมีวิธีคัดเลือกที่แฟร์ ใครทำนอกกฎต้องถูกลงโทษ ผู้แพ้ผู้ชนะต้องถูกตัดสินอย่างยุติธรรมแฟร์ๆ ตรงไปตรงมา และผู้คุ้มกฎต้องเด็ดขาดเข้มงวดกับคนที่ไม่ทำตามกติกา

แต่เราน่าจะเริ่มเห็นจากสังคมหลายๆ ที่ (ไม่ใช่แค่ไทย) ว่าวิธีแก้แบบนั้นมันสร้างปัญหาที่ผู้คุ้มกฎเองจะมีอำนาจสูงมาก จนทุกคนเริ่มเห็นแล้วว่า การเป็นตำแหน่งอื่นต่อให้ดียังไง เจอผู้คุ้มกฎเฮงซวยก็จบเห่อยู่ดี (ซึ่งเฮงซวยเป็น Subjective ตามแต่ละคนมอง)

แล้วเราจะแก้ยังไง

คำตอบที่ผมคิดออกตอนนี้ ทำให้ผู้แพ้พอจะมีแดกครับ

พอคนไม่ต้องเกาะเก้าอี้มาก ความสำคัญของผู้คุ้มกฎก็น้อยลง

พอคนไม่ต้องเกาะเก้าอี้เพื่อให้อยู่รอด คนก็พร้อมจะทำตามกฎต่างๆ มากขึ้น มีแรงจูงใจให้แหกคอกน้อยลง

ระบบที่ทุกคนพร้อมใจทำตามกฎอยู่แล้ว จะต้องมีกำลังในการคุ้มกฎไปทำไม เราจะต้องจ่ายส่งส่วยใต้โต๊ะกันทำไม

คนจะแย่งเก้าอี้มหาดไทกันอยู่มั้ย เก้าอี้นายกล่ะ?

ยิ่งคนไม่อยากทำตามกฎมีเยอะเท่าไหร่ อิทธิพลของกำลังดิบก็มีมากขึ้น

ยิ่งคนพร้อมใจจะทำตามกฎมีเยอะเท่าไหร่ อิทธิพลของกำลังดิบก็มีน้อยลง เกิดเป็นที่ทางให้ความมีปัญญามีอิทธิพลในสังคมมากขึ้น

การปรับเปลี่ยนกฎให้สอดคล้องกับสภาพมนุษย์ ให้มีคนพร้อมใจทำตามเยอะๆ จนไม่ต้องให้ความสำคัญกับกำลังมากนัก เป็นสิ่งสำคัญกับการไปสู่สังคมที่ให้ความสำคัญกับปัญญา

ซึ่งนั่นต้องอาศัยความใจกว้าง

ซึ่งนั่นต้องอาศัยความโอบอ้อมอารีมากพอ

มากพอที่จะไม่มองเหยียดหยามผู้แพ้ ที่ต้องการเปลี่ยนกฎว่า “ก็แค่แพ้แล้วอ้างโน่นนี่” แล้วมองให้ลึกพอว่าเขามาจากไหน มองด้วย Empathy ซึ่งสุดท้ายมันอาจจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนไม่รู้ แต่มันจะทำมาซึ่งความเข้าใจกันที่มากขึ้น

ผมรู้สึกว่าโมเดลความคิดในเรื่องปัญญาและความฉลาดในไทยมันมีความเป็นเทคโนแครตเยอะ มีความเหยียดอยู่เยอะ

แบบผมมองเห็นหลายๆ คนคาดหวังว่าจะจับมือกับผู้มีกำลัง ปกป้องให้ฉันอยู่แต่กับกลุ่มคนฉลาดๆ ที่มีปัญญาเท่าเทียม ที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว ที่มีบารมี ที่คุยกันรู้เรื่อง ไม่ต้องคุยกับคนโง่ๆ ให้มันอารมณ์เสีย

แล้วรู้ตัวอีกที ก็มอบอำนาจทั้งหมดให้คนมีปืนไปหมดแล้ว

ถ้าบอกว่าฉันคุมคนมีปืนอยู่แหละ เขาต้องเห็นค่าความฉลาดของฉัน เหมือนที่ผ่านๆ มาสิ ก่อนที่สังคมจะต้องใช้ปืนกันเยอะขนาดนี้สิ ความฉลาดของฉันจะมีค่าตลอดไปคงทนถาวรตลอดกาลแน่นอน

Well, I seriously don’t think it works that way.

ผมมองเห็นภาพโมเดลเทคโนแคตรยังงี้จากไหน จากตัวเองในอดีตครับ

มันอาจจะตรงไม่ตรงกับความจริง มันอาจจะเป็นแค่ Projection ก็ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นความเห็นนึงที่อยากจะพูดละกันครับ

--

--

Chris

Chris

I am a product builder who specializes in programming. Strongly believe in humanist.