Chris

เอาจริงๆ นะบางทีก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ยังบ่นเมืองไทยอยู่ทุกวันนี้เพราะคิดว่ายังมีคนรับฟัง หรือว่าเพราะแค่อึดอัดจะระบายเฉยๆ

จากประสบการณ์ส่วนตัวผมว่าสิ่งที่เห็นได้ในทุกระดับคือกลุ่มคนที่พยายามจะปกป้องสิ่งเดิมๆ และอยากส่งต่อสิ่งเหล่านั้น ให้คนรุ่นถัดไป ปะทะกับคนที่ไม่อยากได้และรักษาสิ่งเหล่านั้นแล้วอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง มองเห็นการส่งต่อเป็นภาระและการยัดเยียด

เห็นการปะทะตรงนี้ชัดมากตั้งแต่ระดับโรงเรียน ครอบครัว องค์กร กงสี และประเทศ

ผมชอบซีนจากละครฮาวทูทิ้งมากที่แม่พยายามรักษาเปียโนของพ่อและตั้งมันไว้ในใจกลางบ้าน กับลูกที่ต้องการขยับขยายบ้านให้เหมาะกับชีวิตตัวเองแล้วต้องการจะทิ้งเปียโนปะทะกัน

คำตอบจริงๆ ที่มันเป็นได้คือให้เปียโนอันนั้นอยู่ในห้องของแม่ไป แต่แรงปะทะมันทำให้เหมือนมีคำตอบมีแค่มันต้องอยู่กลางบ้านตั้งตระหง่านเป็นใจกลางในการดำรงชีวิต หรือโยนเปียโนทิ้งไปจากชีวิตเท่านั้น

ถ้าเราสามารถยอมรับได้ว่าสิ่งเดิมๆ วิถีเดิมๆ มันมีผลต่อความสบายใจและการดำรงอยู่ของคนรุ่นก่อน ไปพร้อมกับยอมรับว่ามันไม่สามารถมีอิทธิพลอยู่ใจกลางชีวิตของคนรุ่นถัดไปได้ ยอมรับความจริงนี้ พูดกันตรงไปตรงมาได้ และจัดหาที่ทางที่เหมาะสมได้ มันก็จะอยู่ด้วยกันได้

แต่ถ้ามองการว่าการที่ไม่มีเปียโนตัวนั้นตั้งอยู่ใจกลางบ้านเป็นการสะท้อนถึงความบาป ความจิตใจต่ำตม ความไร้ระเบียบไร้รากเหง้า หรือมองว่าการมีเปียโนตัวนั้นอยู่สะท้อนถึง ความตกยุค ความล้าสมัย ความโง่เขลา มันจะไม่มีพื้นที่ที่อยู่ด้วยกันได้แล้วมันก็จะตีกันไปเช่นนี้

ถ้าไม่มีเปียโนตัวนั้นอยู่ในใจกลางบ้านและจะเอาอะไรมาอยู่แทน? จะเอาอะไรเป็นแก่นสารในวิถีชีวิต? ผมเข้าใจว่าคนรุ่นใหม่เขาไม่มีคำตอบที่เป็นรูปธรรมให้คุณหรอก เพราะเขากำลังหาอยู่ ผมก็เคยผ่านช่วงชีวิตวัยรุ่นมาก็เข้าใจดี แต่ในระหว่างหาเขาก็จำเป็นต้องเปียโนตัวนั้นออกก่อนเพื่อให้มีพื้นที่ที่จะทดลองเอาหลายๆ อย่างเข้ามาแทนที่แล้วดูว่าอันไหนมันเหมาะกับเขา

และสุดท้ายเขาอาจจะกลับมายกเปียโนตั้งกลางบ้านก็ได้ แต่ถ้าคุณไม่อนุญาตให้เขาเอาออก ถ้าคุณมองว่าไม่มีคำตอบที่เป็นรูปธรรมได้ก็อย่าเอาออกไปสิ มันก็กลายเป็นไก่ไข่กันอยู่ยังงี้

และการพยายามจะบี้จะเอาคำตอบเป็นรูปธรรมให้ได้ว่าจะเอาอะไรมาแทนก่อนที่จะยกเปียโนออก ก็จะยิ่งทำให้เขาพยายามหาคำตอบสำเร็จรูปมาตอบให้มันผ่านๆ ไป แล้วก็ทำให้เขาเชื่อคำตอบสำเร็จรูปอย่างผิวเผินง่ายขึ้นอีก กลายเป็นปัญหาสืบทอดไปอีก กลายเป็นว่าคุณมองว่าคุณภาพต่ำทำอะไรผิวเผินโดนหลอกง่าย (ซึ่งก็อาจจะมีส่วนจริง แต่อีกส่วนก็อยากให้มองเห็นว่าเราบีบให้เขาต้องเป็นแบบนั้นหรือเปล่าด้วยเช่นกัน)

(เคสพวกนี้เห็นเป็นรูปธรรมไม่เปรียบเปรยก็เช่นแบบ “ถ้าไม่เป็นหมอตามที่พ่อแม่วางไว้แล้วจะทำอาชีพอะไร ไปทำแผนที่เป็นรูปธรรมพร้อม Career path 20 ปีมาให้ดูเดี๋ยวนี้นะถ้าจะไม่เข้าหมอ” ถ้าเราบี้แบบนี้เขาก็ต้องหาคำตอบผิวเผินมาตอบเราแหละจริงมั้ยเล่า จะให้เด็กอายุ 18 เขียนแผนชีวิต 20 ปีอย่างลึกซึ้งใครมันจะไปทำได้ คุณตอนอายุ 18 ก็ทำไม่ได้หรอก เขาก็จะเขียนแผนผิวเผินมาให้และเชื่อตามนั้นจนกลายเป็นคนงมงายกับ Get rich quick scheme ไปก็ไม่แปลก)

บางครั้งเราทำได้แค่เชื่อมั่นกับอนาคตว่าเขาจะหาสิ่งที่ดีมาแทนที่ได้ผ่านการลองผิดลองถูก หรือถ้าไม่เชื่อมั่นก็จัดแจงพื้นที่ที่เราจะอยู่กับเปียโนของเราไปจนตายกับตัวเรา การให้คนอื่นที่เขาไม่เอาเปียโนดูแลรักษามันโดยไปวางไว้กลางบ้านเขา เปียโนนั้นจะถูกบดขยี้ทำลายด้วยความไม่เข้าใจปนโมโหโทโส และผลที่ได้ก็ไม่ดีกับจิตใจของใครเลย

--

--

โจ้กที่ว่า “ไม่ออก ออกแล้วจะเอาอะไรแดก” มันก็สะท้อนปัญหาดีนะ คือมันอาจจะเหมือนโจ้กสะท้อนความจริง แต่มันก็ชวนคิดแหละว่าระบบอะไรที่ทำให้คนที่ไม่เหมาะสมแล้วต้องเกาะเก้าอี้ตัวเองแน่นขนาดนั้น เพราะระบบนี้ผู้แพ้ไม่มีอะไรจะแดกใช่หรือไม่? เขาถึงต้องเกาะเก้าอี้แน่นขนาดนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการที่ไม่แฟร์น่าเกลียดทุเรศแค่ไหนก็เอา กีดกันคนที่เหมาะสมทุกวิถีทาง แล้วเราจะแก้ยังไง ถ้ามองในแบบ Traditional หลายๆ คนเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้ทำได้โดยการมีกฎที่ยุติธรรมและมีผู้คุ้มกฎที่เข้มงวดจะได้ไม่มีใครทำอะไรทุเรศแบบนั้นได้ ต้องมีวิธีคัดเลือกที่แฟร์ ใครทำนอกกฎต้องถูกลงโทษ ผู้แพ้ผู้ชนะต้องถูกตัดสินอย่างยุติธรรมแฟร์ๆ ตรงไปตรงมา และผู้คุ้มกฎต้องเด็ดขาดเข้มงวดกับคนที่ไม่ทำตามกติกา

โจ้กที่ว่า “ไม่ออก ออกแล้วจะเอาอะไรแดก” มันก็สะท้อนปัญหาดีนะ

คือมันอาจจะเหมือนโจ้กสะท้อนความจริง แต่มันก็ชวนคิดแหละว่าระบบอะไรที่ทำให้คนที่ไม่เหมาะสมแล้วต้องเกาะเก้าอี้ตัวเองแน่นขนาดนั้น

เพราะระบบนี้ผู้แพ้ไม่มีอะไรจะแดกใช่หรือไม่? เขาถึงต้องเกาะเก้าอี้แน่นขนาดนั้น ไม่ว่าจะใช้วิธีการที่ไม่แฟร์น่าเกลียดทุเรศแค่ไหนก็เอา กีดกันคนที่เหมาะสมทุกวิถีทาง

แล้วเราจะแก้ยังไง

ถ้ามองในแบบ Traditional หลายๆ คนเชื่อว่าการแก้ปัญหานี้ทำได้โดยการมีกฎที่ยุติธรรมและมีผู้คุ้มกฎที่เข้มงวดจะได้ไม่มีใครทำอะไรทุเรศแบบนั้นได้ ต้องมีวิธีคัดเลือกที่แฟร์ ใครทำนอกกฎต้องถูกลงโทษ ผู้แพ้ผู้ชนะต้องถูกตัดสินอย่างยุติธรรมแฟร์ๆ ตรงไปตรงมา และผู้คุ้มกฎต้องเด็ดขาดเข้มงวดกับคนที่ไม่ทำตามกติกา

แต่เราน่าจะเริ่มเห็นจากสังคมหลายๆ ที่ (ไม่ใช่แค่ไทย) ว่าวิธีแก้แบบนั้นมันสร้างปัญหาที่ผู้คุ้มกฎเองจะมีอำนาจสูงมาก จนทุกคนเริ่มเห็นแล้วว่า การเป็นตำแหน่งอื่นต่อให้ดียังไง เจอผู้คุ้มกฎเฮงซวยก็จบเห่อยู่ดี (ซึ่งเฮงซวยเป็น Subjective ตามแต่ละคนมอง)

แล้วเราจะแก้ยังไง

คำตอบที่ผมคิดออกตอนนี้ ทำให้ผู้แพ้พอจะมีแดกครับ

พอคนไม่ต้องเกาะเก้าอี้มาก ความสำคัญของผู้คุ้มกฎก็น้อยลง

พอคนไม่ต้องเกาะเก้าอี้เพื่อให้อยู่รอด คนก็พร้อมจะทำตามกฎต่างๆ มากขึ้น มีแรงจูงใจให้แหกคอกน้อยลง

ระบบที่ทุกคนพร้อมใจทำตามกฎอยู่แล้ว จะต้องมีกำลังในการคุ้มกฎไปทำไม เราจะต้องจ่ายส่งส่วยใต้โต๊ะกันทำไม

คนจะแย่งเก้าอี้มหาดไทกันอยู่มั้ย เก้าอี้นายกล่ะ?

ยิ่งคนไม่อยากทำตามกฎมีเยอะเท่าไหร่ อิทธิพลของกำลังดิบก็มีมากขึ้น

ยิ่งคนพร้อมใจจะทำตามกฎมีเยอะเท่าไหร่ อิทธิพลของกำลังดิบก็มีน้อยลง เกิดเป็นที่ทางให้ความมีปัญญามีอิทธิพลในสังคมมากขึ้น

การปรับเปลี่ยนกฎให้สอดคล้องกับสภาพมนุษย์ ให้มีคนพร้อมใจทำตามเยอะๆ จนไม่ต้องให้ความสำคัญกับกำลังมากนัก เป็นสิ่งสำคัญกับการไปสู่สังคมที่ให้ความสำคัญกับปัญญา

ซึ่งนั่นต้องอาศัยความใจกว้าง

ซึ่งนั่นต้องอาศัยความโอบอ้อมอารีมากพอ

มากพอที่จะไม่มองเหยียดหยามผู้แพ้ ที่ต้องการเปลี่ยนกฎว่า “ก็แค่แพ้แล้วอ้างโน่นนี่” แล้วมองให้ลึกพอว่าเขามาจากไหน มองด้วย Empathy ซึ่งสุดท้ายมันอาจจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนไม่รู้ แต่มันจะทำมาซึ่งความเข้าใจกันที่มากขึ้น

ผมรู้สึกว่าโมเดลความคิดในเรื่องปัญญาและความฉลาดในไทยมันมีความเป็นเทคโนแครตเยอะ มีความเหยียดอยู่เยอะ

แบบผมมองเห็นหลายๆ คนคาดหวังว่าจะจับมือกับผู้มีกำลัง ปกป้องให้ฉันอยู่แต่กับกลุ่มคนฉลาดๆ ที่มีปัญญาเท่าเทียม ที่ได้รับการคัดเลือกแล้ว ที่มีบารมี ที่คุยกันรู้เรื่อง ไม่ต้องคุยกับคนโง่ๆ ให้มันอารมณ์เสีย

แล้วรู้ตัวอีกที ก็มอบอำนาจทั้งหมดให้คนมีปืนไปหมดแล้ว

ถ้าบอกว่าฉันคุมคนมีปืนอยู่แหละ เขาต้องเห็นค่าความฉลาดของฉัน เหมือนที่ผ่านๆ มาสิ ก่อนที่สังคมจะต้องใช้ปืนกันเยอะขนาดนี้สิ ความฉลาดของฉันจะมีค่าตลอดไปคงทนถาวรตลอดกาลแน่นอน

Well, I seriously don’t think it works that way.

ผมมองเห็นภาพโมเดลเทคโนแคตรยังงี้จากไหน จากตัวเองในอดีตครับ

มันอาจจะตรงไม่ตรงกับความจริง มันอาจจะเป็นแค่ Projection ก็ได้ แต่ก็ถือว่าเป็นความเห็นนึงที่อยากจะพูดละกันครับ

--

--

วันก่อนใน Architect Suffer Clubhouse พี่ดีนพูดเรื่องสกิลในการ Refactor Legacy ว่าเป็นความสามารถที่สำคัญมากสำหรับ Software Architect วันนี้ได้เห็นเพจนึงพูดเรื่อง บางคนมีแต่แนวคิดใหม่ๆ แต่ไม่ลงมือทำ ผมก็ถามตัวเองว่าทำไมมันยากนักที่จะทำกันนะ มันทำให้ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าชีวิตของเรามันก็เหมือนโค้ด มันมี Legacy ติดตัวตลอดเวลา เวลาเราจะเอาแนวคิดใหม่ๆ เข้ามาปฏิบัติในชีวิต มันก็เหมือนกับเวลาเราปรับปรุงซอฟต์แวร์ ถ้าเราไม่จัดที่จัดทางให้มันดีๆ ไม่ Refactor ระบบเก่าให้รับของใหม่ได้ เวลาเราปรับปรุงมัน เราก็จะเจอแรงต้านจาก Legacy system แล้วแรงต้านนั้นมักจะเป็นสาเหตุที่ทำให้การทำ Legacy modernization พังบ่อยครั้ง

วันก่อนใน Architect Suffer Clubhouse พี่ดีนพูดเรื่องสกิลในการ Refactor Legacy ว่าเป็นความสามารถที่สำคัญมากสำหรับ Software Architect

วันนี้ได้เห็นเพจนึงพูดเรื่อง บางคนมีแต่แนวคิดใหม่ๆ แต่ไม่ลงมือทำ ผมก็ถามตัวเองว่าทำไมมันยากนักที่จะทำกันนะ

มันทำให้ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่าชีวิตของเรามันก็เหมือนโค้ด มันมี Legacy ติดตัวตลอดเวลา

เวลาเราจะเอาแนวคิดใหม่ๆ เข้ามาปฏิบัติในชีวิต มันก็เหมือนกับเวลาเราปรับปรุงซอฟต์แวร์ ถ้าเราไม่จัดที่จัดทางให้มันดีๆ ไม่ Refactor ระบบเก่าให้รับของใหม่ได้ เวลาเราปรับปรุงมัน เราก็จะเจอแรงต้านจาก Legacy system แล้วแรงต้านนั้นมักจะเป็นสาเหตุที่ทำให้การทำ Legacy modernization พังบ่อยครั้ง

ชีวิตก็เหมือนกัน เมื่อเราพยายามจะปรับปรุงชีวิตตัวเองโดยไม่ Refactor ของเก่าให้มันสะอาดเรียบร้อย แต่จะเอาของใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มอัดๆ มันเข้าไปเรื่อยๆ เราก็จะเจอแรงต้านจาก Legacy ต่างๆ ของชีวิต อาจจะเป็นทรอม่าวัยเด็ก ชุดความเชื่อและชุดคุณธรรมที่ล้าสมัย นิสัยเดิม ความสำเร็จเก่าๆ ที่ติดตาจนเป็นอีโก้ ความรู้ที่บูดเน่าไม่ได้รับการอัพเดท สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก็เหมือน Legacy code ที่จำเป็นจะต้องถูกจัดวางให้เชื่อมต่อกับสิ่งใหม่ๆ ได้ ซึ่งการจัดวาง Refactor นี้ก็อาจจะครอบคลุมไปถึงการทำความเข้าใจ Legacy ทำการอัพเดทมัน ทำการปรับโครงสร้างให้สามารถเชื่อมโยง Interface ได้ (น่าจะเทียบได้กับการร้อยเรื่องราว Self Narrative ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน) หรือแม้แต่ตัดสินใจลบทิ้งออไปเมื่อไม่ใช้มันแล้ว

ซึ่งผมเชื่อว่ามนุษย์ที่รับอะไรใหม่ๆ เข้ามาได้ยากไม่ว่าจะตั้งใจขนาดไหน อาจจะเป็นได้ว่าไม่ได้ทำการ Refactor Legacy Life ให้พร้อมสำหรับสิ่งใหม่ที่จะเข้ามา จนทำให้ Legacy มันออกแรงต้านการปรับปรุงโดยที่อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว และทำให้ปรับปรุงเป็นไปได้ยากและติดขัด

การทำงานกับ Legacy สำคัญมากทั้งกับชีวิตและซอฟต์แวร์ และเช่นเดียวกับ Software Architect ใน Clubhouse ว่าไว้ว่า เราไม่สามารถออกแบบระบบที่ดีงามบนกระดาษแล้วดีดนิ้วเปรี้ยงเดียวเปลี่ยนได้ เราต้อง Migrate จาก Legacy ออกมา เราต้องทำงานกับ Legacy จนกว่ามันจะปรับไปเป็นของใหม่ที่ดีขึ้น

เช่นกัน เราก็ไม่สามารถอ่านแนวคิดดีๆ เจ๋งๆ ออกแบบชีวิต แล้วดีดนิ้วเปรี้ยงชีวิตเปลี่ยนได้ เราต้องทำงานกับ Legacy ของชีวิตเราเสมอ

เราจะบอกว่าฉันไม่ชอบชีวิตเก่าและ ดีดนิ้วเปรี้ยงเปลี่ยนชีวิตใหม่เลยดีกว่า มันก็จะสำเร็จได้ยากพอๆ กับคนที่พยายามทำ Legacy Modernization โดยไม่สนใจ Legacy system นั่นแหละ คือน้อยมากๆ ที่ทำแบบนั้นแล้วจะเวิร์ค ตัว Legacy Code, Legacy Life เนี่ย ถ้าคิดจะปรับปรุงมันแล้วละก็ คุณจะไม่ชอบยังไงมันก็หนีไม่พ้น

การ Refactor จึงเป็นสกิลที่สำคัญกับซอฟต์แวร์ข้ามไปถึงชีวิต

--

--

Chris

Chris

I am a product builder who specializes in programming. Strongly believe in humanist.