Sign in

เวลาผมอ่านความเห็นทั่วไปเกี่ยวกับโค้ด Pattern หรือ Architecture ไม่ว่าจะเป็น CQRS, MVC, OOP, DI ผมมักจะเห็นความเห็นสองสุดทาง Spectrum

ผมถือ Stance ที่ไม่ตรงกับทั้งคู่

ผมถือว่า Pattern คือเครื่องมือทำงานร่วมกัน ทำให้ทำงานเป็นทีมง่ายขึ้น

นั่นหมายความว่าคุณควรจะรู้ Pattern ที่ทำให้ทำงานกับคนอื่นได้โดยไม่ต้องสอนจากศูนย์ แต่ในทางกลับกัน ถ้า Pattern นั้นทำให้ “ทีม” ทำงานยากในโดเมนนั้น ก็ปรับซะ

Pattern คือเครื่องมือสื่อสาร คือเกมแพลน ถ้ามองในแง่นี้ ยอมรับสิ่งนี้เป็นเป้าหมายของ Pattern ต่างๆ คุณจะเห็นว่าทำไมแนวคิดสุดโต่งทั้งสองแบบมันไม่เวิร์ค

ปัญหาของแนวคิดแบบแรกอย่างสุดโต่ง บอกว่าต้องใช้ Pattern ที่ดีเหล่านี้เท่านั้น ไม่ใช้ไม่ได้นะอย่าเขียนมั่ว คือคุณอาจจะฝืนใช้ในจังหวะที่มันไม่เหมาะก็ได้ และในทีนี้คำว่าไม่เหมาะนิยามตามเป้าหมายเลย “ทีมทำงานยากขึ้น”

ปัญหาของแนวคิดสองแบบสุดโต่งคือ แต่ละคนต่างมี Intuition ของตัวเอง โค้ดที่อ่านง่ายของผม ไม่ได้อ่านง่ายสำหรับคนอื่น การไม่ Formalize ว่าอ่านง่ายแปลว่าอะไรแล้วทำให้ Explicit ทำให้มันชัดเจนร่วมกันจนทุกคนเข้าใจตรงกัน มันก็ทำให้ “ทีมทำงานยากขึ้น” เช่นกัน…


I made a comment in Reddit and I want to blog it here as well. Because my sentiment toward someone claim that we have unnecessary complexity usually goes like this.

Disclaimer: All I want to say here is more often than not, people deemed system to be “too complex” based on their familiarity and skillset. And I think that is very unfair.

Re: Back to the ’70s with Serverless

Original reply

I don’t really understand how managing VPS can be simpler than Serverless. What is the definition of complex?

I can deploy my apps into Serverless within few minutes. And…


Recently there are developers and creative vocal about how interruption ruin their work.

There are many articles about flow state and funny cartoon on how interruption ruin serious thinking work. There is even a passive-aggressive piece talking about teaching non-geeks cost of interruption.

As a developer, while I agree that interruption can ruin work to some degree (which differ for each people), I don’t think the passive-aggressive stance most programmer take is productive nor helpful.

First of all, according to my experience in many companies both as a full-time developer, management and consultant, I want to say this out loud:


นานแล้วนะ ที่ผมไม่ได้เขียนใน Medium

ในซีรีย์เรื่อง Vincenzo ทนายฮงยูซานได้บอกไว้ประมาณว่า

“ผมน่ะมันคนแก่ที่ได้แต่พร่ำบอกเรื่องคุณธรรมตกยุคที่ไม่มีใครสนใจ ผมน่ะมาได้แค่นี้ คนที่จะเปลี่ยนประเทศนี้ได้ไม่ใช่คนแก่รักคุณธรรมตกยุคอย่างผมหรอก แต่ต้องเป็นปีศาจเท่านั้นแหละ”

ตอนสมัยเด็กผมถูกพ่อแม่เรียกว่า Mr. Ruler เพราะวีรกรรมที่เป็นคนเถรตรง ถึงขนาดที่ว่าพ่อแม่ขับรถผ่านสี่แยกไฟแดงเลี้ยวแล้วลืมกดไฟ ผมบอกว่า เราต้องกลับไปที่แยกแล้วเลี้ยวใหม่สินะ

มีคนเป็นห่วง (จนผมรู้สึกว่าถูกเหยียดหยาม) ว่าความตรงไปตรงมามันอยู่จริงไม่ได้ในสังคมหรอก จนกระทั่งได้พิสูจน์ตัวเองตอนเรียนจบออกมาทำงานว่ามันทำได้ ถ้าเลือกบริษัทและสังคมที่ถูกที่เขาให้คุณค่าสิ่งนี้

ด้วยความที่เรารู้สึกซื่อตรงต่อกฎ เราจึงโกรธกฎไร้สาระที่บังคับให้คนมีชีวิตลำบากขึ้นยิ่งนัก เราจึงโกรธเวลาผู้คุ้มกฎทำตัวให้คนรู้สึกว่ากฎเป็นเรื่องไร้สาระ ใครทำตามก็โง่

เมื่อกฎมีสาระ เมื่อคนทำตามกฎได้ประโยชน์ กฎก็จะศักดิ์สิทธิ์

และสังคมที่กฎศักดิ์สิทธิ์ ก็อยู่ง่ายดี

เมื่อปีศาจหนึ่งตนเป็นใหญ่ในบ้านเมือง คุณธรรมไม่สามารถทำอะไรได้

มีแต่ปีศาจอีกตนที่จะสามารถต่อกรได้

วันที่ปีศาจสองตนต่อกรกันอย่างถึงที่สุด

คุณธรรมจะไม่เป็นเรื่องไร้สาระ

จุดสำคัญคือ เราจะลัดขั้นตอนการมีปีศาจสุดเลวอีกตัวไม่ได้ มันต้องผ่านขั้นตอนนี้

เมืองที่มีมาเฟียหนึ่งคนคุ้มครอง คนถวายตัวขอโอกาสจากมาเฟีย ไม่มีใครสนใจความยุติธรรมอันไร้ค่าไร้ความหมาย

เมืองที่มีมาเฟียสองคนสู้กัน คนเรียกหาความยุติธรรมและกฎหมาย ไม่มีใครอยากเรียกร้องความโหดร้ายที่มากกว่าเดิมมาเติมอีก

ถ้าผมมีปัญญาทำอะไรกับความบัดซบของประเทศนี้ ผมคงไม่จำเป็นต้องเกรี้ยวกราด

ความเกรี้ยวกราด ความโมโห เป็นสัญลักษณ์ว่ายังห่วยเกินกว่าที่จะทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้

ถ้าทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้ จะมาเสียเวลาเกรี้ยวกราดทำไมเล่า

ความเกรี้ยวกราด ทำไปแค่หาพวก ทำไปเพื่อแค่ส่งสัญญาณ เพื่อหวังว่าซักวันจะทำอะไรไม่ได้

เราต้องไม่ลืมว่าเรายังห่วยอยู่ เราไม่ได้เกรี้ยวกราดเพราะเรากล้าหาญหรือแข็งแกร่ง แต่เพราะเราแค่ยังด้อยปัญญาเกินกว่าจะทำอะไรได้ดีกว่านี้

เมื่อยอมรับได้ ก็จะเดินไปข้างหน้าได้

ในโลกนี้ มีคนที่พร้อมจะโกงคนอื่นได้หน้าด้านๆ และมีคนที่ฮาราคีรีตัวเองทิ้งเพียงเพราะความผิดเล็กน้อย

ทั้งสองด้านต่างเป็นเรื่องจริงที่โลกไม่สวย

ทั้งสองด้านต่างเป็น “มนุษย์”

ไม่มีด้านไหนที่โรแมนติกโลกสวยเลยแม้แต่ด้านเดียว

ทำการใหญ่ใจต้องเหี้ยมพอ

เหี้ยมพอที่จะใช้งานร่วมงานกับคนที่แค้น เพื่อเป้าหมาย

เหี้ยมพอที่ยิ้มให้มัน เหี้ยมพอที่จะไปงานวันเกิดมัน ไปฉลองลูกชายลูกสาวของมัน เพื่อให้ตายใจ

แล้วก็เหี้ยมพอที่จะเชือดชำระแค้นให้เป็นเยี่ยงอย่าง เมื่อจบงาน

ฮงยูซานเป็นปีศาจไม่ได้ ได้เพียงแค่ส่งต่อให้วินเซนโซ่และลูกสาวเท่านั้น


เรามักถูกสอนกันมาว่าถ้ามีอะไรผิดพลาดให้โทษตัวเองก่อน แต่ในทางจิตวิทยาแล้ว การโทษตัวเองไม่ใช่คำตอบเลย

ใน Responsibility Process ที่ผมเคยเรียน การโทษตัวเองนั้นทำให้จมปลักอยู่กับความผิดของตัวเอง ทำให้ไปไหนไม่ได้ เพราะตัวฉันผิด ตัวฉันมันเลว ถึงได้มีปัญหา

ถ้าเราโทษตัวเองอย่างไม่สิ้นสุด ปลายทางคือเมื่อเราเจอปัญหา เรามันแย่ เรามันไม่ดี เราฆ่าตัวตายเลยดีกว่า ไม่ใช่การแก้ปัญหา

ใน Satir Theraphy เราเชื่อว่าปัญหาไม่ได้เป็นปัญหา แต่ปัญหาคือวิธีการ Cope วิธีการอยู่ร่วมกับโลกที่สร้างบาดแผลและใช้ไม่ได้ผล นั่นแหละคือปัญหา

All people possess the necessary coping resources to face life’s challenges, though some may have yet to access these resources or may view any or all of them negatively.

Problems stem from the ways people cope with them, not the problems themselves. In other words, the “problem” is not actually the problem.

จะเห็นได้ว่าโมเดลจิตวิทยาสมัยใหม่มักจะไม่สนับสนุนการให้โทษตัวเอง ตรงข้าม ให้รักตัวเองมากขึ้นด้วยซ้ำ

ในขณะที่เรายังตะโกนด่าใส่คนอื่นว่าให้โทษตัวเองบ้างสิวะ หัดดูตัวเองบ้าง

ใน Cognitive Behaviour เชื่อว่า…


เหล่านี้คือความเห็นทางการเมืองและสังคมของผมที่ส่วนตัวผมคิดว่าไม่ค่อย Popular แต่ก็มองเห็นแบบนี้จริงๆ จะค่อยๆ เติมไปเรื่อยๆ นะ

ทุกคนต้องมีความหวัง ไม่ว่าจะโง่ขนาดไหน

ผมอยากให้ทุกคนรู้สึกว่าฉันมีอำนาจในการจัดการควบคุมชีวิตตัวเอง

ซึ่งด้านตรงข้ามของสิ่งนี้คือ คนกลุ่มนึงมักยืนยันว่าคนที่เขาเห็นว่าโง่เนี่ย อย่าให้คนพวกนี้มันทำอะไรมากมันจะทำให้ทุกอย่างพัง คนพวกนี้ ควรจะอยู่เฉยๆ และรู้ตัวว่าอย่าทำอะไรคอยตามคนอื่นก็พอแล้ว เรื่องที่ย้อนแย้งคือพอเขาไม่ทำอะไรขึ้นมาจริงๆ อยู่ไปเป็นภาระไปวันๆ จริงๆ ขึ้นมา ก็บ่นยุบยับว่าพวกนี้เป็นภาระ แต่ถ้าจะให้จัดการตัดหัวเอง รับผลของสิ่งนี้เอง ก็ทำไม่ได้อีก

คือเมื่อไหร่คนฉลาดๆ พวกนี้จะฉลาดพอที่จะเข้าใจอ่ะว่าแก้ปัญหาคนที่เราเห็นว่าโง่ด้วยการให้เขาอยู่เฉยๆ เป็นง่อยไปทั้งชีวิต มันทำจริงไม่ได้ล่ะเนี่ย

ข้อแรกคือ ไม่ว่าใครจะโง่ขนาดไหนทึ่มบ้าบอขนาดไหนก็ควรจะรู้สึกว่ามีความหวังเสมอ ทุกคนควรจะรู้สึกมีความหวัง

จบข้อแรกก่อน


เห็นข่าวปารีณาไปสำรวจที่ สน. แห่งหนึ่ง พบว่าไม่มีการร้องเรียนของน้องหมวยที่มีข่าวล่วงละเมิดทางเพศ แล้วบอกว่านี่เป็นเด็กเลี้ยงแกะ

ผมไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จริงแท้เป็นอย่างไร นั่นไม่ใช่ประเด็นที่ผมจะเขียนถึงในวันนี้

ผมว่ามันจะดีกว่ามากถ้าถามเขาดีๆ ว่าเนี่ยไปถาม สน. ไม่มีข่าว ทำไมล่ะ ร้องเรียนไปที่ไหนเหรอ ตามหาไม่เจอ แล้วถ้ามันไม่มีจริงๆ น้องก็หน้าแตกไป ความน่าเชื่อถือเขาก็เสีย ถ้ามันมี ก็จะได้เข้าใกล้ความจริงมากขึ้น

ผมมองว่า รากปัญหาการเมืองของเรามันคือเรื่อง Stance กับวิถีการปฏิบัติต่อกัน วิถีการอยู่ร่วมกัน

คือเราจะบอกว่าน้องหมวยมีท่าทีที่ทำให้คนเสียหน้า เลยไม่น่ารักไม่น่าจะพูดจาดีๆ ด้วย น้องควรต้องเปลี่ยน Stance มันก็ทำได้ หรือจะมองว่า เรามาพยายามเข้าใจความรู้สึกว่าทำไมคนๆ นึงต้องมาเรียกร้องด้วยวิธีแบบนี้ไม่ใช้ระบบ และไม่ว่าจะจริงหรือจะปลอม ทำไมมีคนจำนวนมาก Relate กับความรู้สึกนี้ มาหาสาเหตุกันเถอะ มันก็มองได้

คุณให้ Value ด้านไหนมากกว่ากันล่ะ

รากลึกลงไปอีกคือ เราจะมองว่าทำให้คนใหญ่คนโตเสียหน้าเป็นเรื่องแย่มากๆ แล้วต้องทำให้หลาบจำ ก็มองได้ หรือจะมองว่าเห้ยการที่คนๆ นึงเดือดร้อนควรจะพูดออกมาได้อย่างปลอดภัยและพยายามเข้าใจให้มากที่สุด ก็มองได้

คุณลำเอียงเข้าข้างคนมีอำนาจมีทรัพยากร หรือลำเอียงเข้าข้างคนตัวเล็กตัวน้อย รากที่แท้จริงของความขัดแย้งมันอยู่แถวๆ นั้น

ซึ่งผมไม่อายที่จะบอกว่า ผมลำเอียงเข้าข้างคนตัวเล็กตัวน้อย ผมคิดว่า คนมีอำนาจควรมีความรับผิดชอบและใช้ชีวิตบนมาตรฐานที่สูงกว่าคนตัวเล็กตัวน้อย

แนวคิดประเภทที่ว่า กว่าจะไต่เต้ามาถึงตรงนี้ ลำบากจะตาย ต้องเก็บเกี่ยวต้องได้ใช้ชีวิตสบายบ้าง ก็สมควรแล้ว ผมไม่เห็นด้วยเลย ผมมองว่าถ้าเราจะเอากันแบบนั้นคนตัวเล็กตัวน้อยก็มีทางเลือกแค่สองทางคือ แย่งอำนาจจากไฝว้กันไป หรืออยู่อย่างลำบาก แล้วภาพรวมของสังคมจะเป็นยังไงถ้าเราจะแข่งกันล่าอำนาจ ก็เป็นแบบที่เห็นนี่ไง

นอกจากนี้ มันไม่แปลกเหรอที่เจ้าคนนายคน ที่ควรจะมีความรับผิดชอบเยอะกลับถูกมองว่าควรจะสบายกว่าคนอื่น เห้ย ใช่เหรอ คุณจะมองจากมุมเขาลำบากมาก่อนเขาควรสบายอย่างเดียวเลยเหรอ ดูจากมุมอดีตล้วนๆ โดยไม่สนมุมปัจจุบันว่าการ ขนาดนี้มันสร้างปัญหาอะไรเลยเหรอ ผมว่ามันแปลกและสร้างปัญหามากนะกับการที่คนมีอำนาจเยอะมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่ำความคาดหวังต่ำ

ภาพโครงสร้างสังคมที่ผมอยากเห็นคือ คนที่อยากสบาย ไม่ต้องไปเอาอำนาจอะไร อยู่เฉยๆ ไป รับผิดชอบตามหน้าที่พื้นฐานก็จบพอแล้ว ก็สบายไง ไม่ต้องรับผิดชอบเยอะ ส่วนคนที่อยากมีบทบาทมีอิทธิพล ต้องยอมรับหน้าที่ความรับผิดชอบที่หนักหนาสาหัสกว่าคนอื่น (แต่แน่นอนว่าเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่าด้วย จากภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ ผมยังเชื่อทุนนิยม) ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อทางโครงสร้างสังคมในปัจจุบันคือ อยากสบายต้องไปมีอำนาจไปเป็นเจ้าคนนายคน

ผมคิดว่าคนเป็นผู้นำ คนมีอำนาจ เป็นเจ้าคนนายคนควรจะเป็นตำแหน่งที่รับความรับผิดชอบมากกว่าคนอื่น ซึ่งมันก็ตามมาด้วยมีแนวโน้มที่จะลำบากมากกว่าคนอื่น มันแปลกที่เราสอนมาว่าเป็นเจ้าคนนายคนแล้วจะสบาย

ถามว่าจะเปลี่ยนจากโครงสร้างปัจจุบันไปเป็นยังงั้นได้ยังไง ยังไม่รู้ แต่ผมคิดว่าขั้นตอนนึงที่สำคัญมากคือการแชร์ความรู้สึก

ถ้าเราสามารถแชร์ความรู้สึกได้โดยไม่ต้อง Defensive stance ถ้าผู้ใหญ่สามารถแชร์ได้ว่าฉันรู้สึกเสียหน้า อย่าทำแบบนี้ได้มั้ย ทำแบบอื่นได้มั้ย และเด็กสามารถเข้าใจตรงนั้น และในทางกลับกัน เด็กสามารถแชร์ได้ว่าเขาอึดอัดกับขั้นตอนที่ผู้ใหญ่บัญญัติมาอย่างไรบ้าง มีปัญหาอะไรบ้างที่เขาพบเจอมา พอเปลี่ยนได้มั้ย และผู้ใหญ่สามารถเข้าใจรับความรู้สึกนั้น มันก็จะเปลี่ยนได้

การแชร์ความรู้สึกจะเกิดต่อเมื่อเราสู้กันจน Stalemate จนยอมรับว่าเห้ยฉันต้องเข้าใจแกและหาวิธีอยู่ร่วมกันแกแล้ว ก็เป็นได้ เหมือนสมัยเด็กเราอาจจะเคยต่อยกับเพื่อนจนสุดท้ายยอมเข้าใจมุมของเพื่อนและเคารพ ก็ได้ หรือจะเกิดเร็วกว่านั้นก็เป็นได้

ผมได้แต่หวังว่าจะเกิดเร็วกว่านั้น

ผมไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าโครงสร้างที่ผมใฝฝันจะเกิดได้อย่างไร แต่ขอเชิญชวนว่า ถ้าคุณฝันเห็นสิ่งเดียวกัน ก็ช่วยกันคิดกันไปครับ

ปล. ถ้าถามว่าโครงสร้างแบบนี้ ใครจะอยากรวย ใครจะอยากมีอำนาจ ทุกคนก็อยากสบายทั้งนั้น ทุกคนก็ทำอะไรง่ายๆ หมดสิไม่พัฒนากันพอดี ผมคิดว่า เรามีมุมมองความเชื่อมั่นต่อมนุษยชาติที่แตกต่างกันเหลือเกิน และเราประเมินศักยภาพของมนุษย์ต่างกันมาก


วันนี้ผมได้ Reflect กับตัวเองด้วยคำถามที่สำคัญ

“เอ๊ะ ที่เราชอบ Share lesson learned เนี่ย มันได้ผลขนาดไหนนะ”

ผมลองมานึกๆ ดูนะ ว่าเวลาที่ผมรีบๆ ทำ Project บางอย่าง ผมจะรู้สึกรำคาญมากๆ กับใครก็ตามที่มาบอกว่า Don’t do this, Don’t do that

ถึงแม้ว่ามันอาจจะมีประโยชน์ก็ตามที

ในเวลาที่ผมรีบ ผมอยากได้อะไรที่มันช่วยให้ผมทำงานเสร็จเร็วๆ มากกว่า

อย่างเช่น Security เวลาที่ผมรีบ ผมไม่อยากได้คนมาบอกว่า อย่าเขียนโค้ดแบบนี้สิมัน Insecure นะ อย่าทำแบบนั้นสิเดี๋ยวโดนเจาะระบบนะ

เสียงในหัวผมมันบอกว่า “รำคาญ” และ “It’s not helping”

แต่ผมจะชอบมากถ้ามี Framework มาให้แล้วบอกว่า โอเค ใช้อันนี้นะแล้วไม่ต้องกังวลเรื่อง Security อะไรเลย หรือบอกว่า ใช้อันนี้นะ แล้ว Query ทุกตัวจะเร็วไม่ต้องคิดมากแล้ว

ผมจะรู้สึกว่า This is very helpful

แต่ตรงข้าม เวลาที่ผมไม่รีบ กำลังสบายๆ ผมกลับชอบบทความพวกนี้มากๆ เลยนะ

ผมรู้สึกว่าเวลามีใครมาแชร์ว่าอย่าทำยังงั้นยังงี้ แล้วผมสบายใจพอที่จะอ่านอยู่ ไม่รีบร้อน มันมีประโยชน์มาก

และในทางตรงข้าม ในเวลาที่ผมสบายใจ ผมจะรู้สึกว่าการให้ Framework มาเลยแล้วบอกว่าใช้ยังงี้พอไม่ต้องถามไม่ต้องรู้หรอกว่าทำงานยังไง มัน “น่าเบื่อ” และ “ตื้นเขิน” เสียเหลือเกิน

อยาก Security เงี้ย เวลาผมสบายๆ ผมจะชอบให้เขามาบอกว่าอย่าทำแบบนั้นเพราะอะไร อย่าทำแบบนี้เพราะอะไร แล้วลงลึกเลยว่าสาเหตุจริงๆ มาจากไหน มากกว่าส่ง Tool ให้ตัวนึงแล้วบอกว่า “รันๆ ไปเหอะ เดี๋ยวก็รู้”

ก็แปลกดีนะ แต่ก็เป็นเรื่องจริง

การตกผลึกนี้ทำให้ผมคิดได้ว่า


ผมขอเริ่มจากการเคลมประโยคนี้

ไม่ควรแบ่งงานใส่คนตั้งแต่ตอนทำ Sprint planning ถ้าอยากทำ Scrum ที่สามารถความ Self-manage และมี Team ownership

ผมเขียนเรื่องนี้เพราะคิดว่าเป็นจุดที่คนตกม้าตายได้ง่ายและบ่อย

ทำไมผมถึงเคลมแบบนี้

เรามาดูนิยามกันก่อนว่า Scrum ที่สามารถ Self-manage และมี Team ownership คืออะไร

ในแต่ละ Sprint เรามี Sprint goal และทีมสามารถจัดการกันเองได้ว่าจะทำอย่างไรเพื่อไปถึง Goal นั้น และสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานระหว่างทางได้ด้วยตนเอง

การแบ่งงานใส่คนตั้งแต่ต้น Sprint ทำให้สิ่งนี้เกิดยากขึ้น

ลองคิดดูว่า ถ้าตั้งแต่ต้น Sprint ผมได้รับ Task หรือ Story 1,2 เพื่อนของผมทำ 3,4,5

ใน Sprint มี 3 Goal

การไปถึง Goal A ที่มีมูลค่า 1 ล้านบาท ต้องทำงาน 1,2

การไปถึง Goal B ที่มีมูลค่า 7 แสนบาท ต้องทำ 4,5

การไปที่ Goal C ที่มีมูลค่า 1 แสนบาท ต้องทำงาน 3

ถ้าผมทำงานช้า เพราะความไม่คุ้นเคยกับโค้ด เพราะขาด Technical skill ที่จำเป็น จนมีทีท่าว่างานจะทำงานหมายเลข 2 ที่ตกลงกันไว้ไม่สำเร็จ

ซึ่งมีผลให้ Goal A ที่มีมูลค่า 1 ล้านบาทล้มเหลว

สิ่งที่เราต้องการจากทีมที่มี Team ownership + Self-manage คือ สามารถตัดสินใจได้เองว่า ให้ทิ้ง Goal C ซะ เลิกทำงานหมายเลข 3…


ช่วงนี้ผมมีความขับข้องขุ่นหมองใจซ้ำไปซ้ำมาเป็นวงจรอย่างมาก

ผมถามตัวเองหลายครั้งว่าสิ่งเหล่านี้ความรู้สึกเหล่านี้เกิดจากอะไร ผมไม่เข้าใจมัน จนได้ไปเจอบทความที่อธิบายความเป็น 7 Enneagram type แบบ Social แล้วพบว่ามันตรงกับสิ่งที่ผมเป็นมาก เลยอยากบันทึกไว้เพื่อเตือนตัวเอง และถือโอกาสแบ่งแชร์สำหรับคนที่อาจจะอยู่ในสภาวะเดียวกัน7

และแน่นอนว่าถ้าอ่านดูก็จะรู้ว่าลึกๆ การที่ผมออกมาเขียนบล็อกก็เป็นส่วนนึงของความเป็น 7 Social เหมือนกัน

Social 7 มีบุคลิกที่เป็น Counter ของ 7 ทั่วไป หรือเรียกได้ว่า “ต่อต้านความตะกละ” คน Social 7 ต่อต้านความตะกละของตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงการเอาเปรียบคนอื่น Naranjo บอกว่าเหมือนเขาเหล่านั้นสามารถสัมผัสกับแนวโน้มตะกละตะกลามของตัวเอง และตัดสินใจที่จะนิยามตัวเองว่าเป็นผู้ต่อต้านความตะกละ

ถ้าความตะกละคือความปราถนาที่มากขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการฉวยโอกาสทุกอย่างที่ฉวยได้จากสถานการณ์ตรงหน้า มันก็จะมีส่วนของความเอารัดเอาเปรียบอยู่ในความตะกละ แต่ 7 social เป็น 7 ที่ต้องการจะเป็นคนดี บริสุทธิ์ และไม่ปฏิบัติตาม Gluttony Passion ที่เกิดขึ้นในตัวเอง คนพวกนี้คือคนที่อยากจะหลีกเลี่ยงการฉวยโอกาสมากเกินไป และพยายามต่อต้าน Unconious tendency ที่ตนเองมีจะ Exploit (1) มนุษย์คนอื่น…

Chris

I am a product builder who specializes in programming. Strongly believe in humanist.

Get the Medium app

A button that says 'Download on the App Store', and if clicked it will lead you to the iOS App store
A button that says 'Get it on, Google Play', and if clicked it will lead you to the Google Play store